ถ้าคอร์สนี้เปรียบเหมือนการเดินทางไปสู่จุดมุ่งหมายเดียวกัน มีอาจารย์เอเชียเป็นต้นหนค่อยบอกทิศทาง มีสมาชิกทุกๆคนเป็นผู้ร่วมเดินทาง และการแนะนำตัวเป็นเหมือนการนั่งล้อมวงเปิดอกแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน แจง ก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะแนะนำให้ทุกคนรู้จักคนธรรมดาคนนี้ ที่ชื่อ ชนากานต์ ศรีพงษ์แรกเริ่มเดิมทีเธอมีชื่อว่า นภาศิริ ศรีพงษ์ แล้วแม่ก็เปลี่ยนชื่อให้ด้วยสาเหตุใดไม่ทราบได้ เกิดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2532 ก่อนวันแม่หนึ่งวัน แม่ชอบเล่าให้ฟังเสมอว่า ใจจริงๆอยากให้เธอลืมตาขึ้นมาในวันที่ 12 ซึ่งเป็นวันที่เป็นศิริมงคง แต่เริ่มปวดท้องใกล้คลอดตั้งแต่ตอนช่วงบ่ายของวันที่ 11 แต่ก็ทนกลั้นใจไว้ จนถึงช่วงประมาณ 2 ทุ่ม ก็สุดที่จะกลั้นไว้ไหว เผลอแป็บเดียวตัวเธอก็หลุดออกมานอนร้อง อุแว๊ๆๆ อยู่ข้างๆเตียงเสียแล้ว สงสัยเพราะไม่มีวาสนาจริงๆ แต่ถึงกระนั้นเกิดวันนี้ก็ไม่ได้เสียหายอะไรดีซะกว่า คือเมื่อวันเกิดเวียนมาบรรจบทุกๆรอบปี เธอและแม่ก็จะไปหาอะไรๆอร่อยทานกัน 2 คนกระหนุงกระหนิง ประหนึ่งฉลองให้กันและกันแทน ^^
เมื่อแม่คลอดเธอออกมาแล้ว ด้วยความที่เป็นคุณแม่ยังสาว(ตอนที่คลอดแจงแม่อายุ 20 พอดีเลยค่ะ) เลยมีวิธีอันชาญฉลาดในการตั้งชื่อลูก โดยการเขียนชื่อต่างๆนานาที่อยากได้ ใส่ลงในกระป๋องขนาดย่อม แล้วให้เด็กที่เพิ่งลืมตาดูโลกไม่ถึงเดือนเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตตัวเอง สุดท้ายชื่อที่จับได้คือ จุ๊บแจง
เด็กหญิงจุ๊บแจง ถูกเลี้ยงดูและเติบโตมากับตาและยาย ในจังหวัดจันทบุรี บุคคลที่มีอิทธิพลในวัยเด็กของเธอมี 2 คน คนแรกคือคุณครูที่อยู่บ้านติดกันที่เธอจะไปหาและคลุกอยู่ที่นั้นทุกวันหลังกลับจากโรงเรียน และเธอเรียกครูคนนี้ว่า”ยาย” (แจงเรียกยาย ว่าแม่ใหญ่ , เรียกตา ว่าพ่อ เรียกแมว ว่าคอม เรียกคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คของตัวเองว่า สลิ่ม โปรดอย่าแปลกใจในเรื่องนี้เลยค่ะ -_-“) ท่านสอนทุกอย่างที่ใช้ในการเรียนรู้ แม้กระทั่งว่าจะทำอย่างไรถึงจะออกไปพูดต่อหน้าคนเป็นร้อยๆได้โดยที่ไปประหม่า(และมันก็ติดตัวเธอมาจนถึงทุกวันนี้) อีกท่านหนึ่งคนที่ทำให้เธอเป็นเธออยู่ได้จนถึงทุกวันนี้คือพ่อ (อันที่จริงก็คือ ตา) พ่อเป็นแค่คนที่จบชั้นป.4 แต่ชอบเดินทางชอบออกไปเจอโลกกว้าง ท่านมักจะมีเรื่องอะไรต่อมิอะไรที่ท่านพบระหว่างการเดินทางมาเล่าให้เธอฟังเสมอ ท่านสอนให้เธอรู้จักโลกและรู้จักคน รู้จักฟัง เป็นครูสอนการใช้ชีวิตได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ด้วยความที่มีแต่ผู้ใหญ่คอยดูแล ท่านจึงสอนเราให้เป็นผู้ใหญ่ คิดและตัดสินใจหลายๆอย่างด้วยตัวเอง ตั้งแต่ยังเด็กมาก เธอไม่เคยร้องไห้งอแงเอาของเล่นเพราะรู้ว่าที่ไม่ได้เพราะอะไร ไม่เคยร้องขออะไรเพราะรู้ว่าถ้าอยากได้อะไรต้องอดทนเก็บเงินด้วยตัวเอง พอโตขึ้นอีกหน่อยเธอเลือกเล่นกีฬาให้เป็นทุกๆอย่างเพราะรู้ว่ามันจะทำให้เธอโตมาเป็นผู้ใหญ่แข็งแรงและเข้มแข็งในแบบที่การกีฬาจะสอนให้เราเข้าใจได้ โดยเฉพาะกีฬาป้องกันตัวจนคุณจะแปลกใจว่าเธอเล่นกีฬาอะไรเป็นบ้าง^^"
พอเริ่มเข้ามัธยมเธอก็เลือกเดินทางเดินของตัวเอง เธอเลือกโรงเรียนที่จะไปสอบเข้าเอง อ่านหนังสือเอง ไปสอบเอง เดินเรื่องทำเอกสารเอง และสุดท้ายเธอเข้าโรงเรียนหญิงล้วนประจำจังหวัดได้ แต่เหมือนจะโชคร้ายที่ร.ร.อยู่ใกล้บ้านและเธอก็ขี่มอไซค์ไปเรียนเองทุกวัน ใช้เวลาเดินทางไปกี่นาทีก็ถึง มันเลยทำให้ติดนิสัย'มาสาย'ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ^^ แล้วการเข้าร.ร.หญิงล้วนมันก็ทำให้ความเป็นตัวของเธอเด่นชัดขึ้น เธอมองว่าการเรียนที่สักแต่เรียน แข่งขัน และแย่ชิง มันมีพื้นฐานของความเห็นแก่ตัวแอบซ่อนอยู่และมันไม่ใช่สิ่งที่ตัวเธอปรารถนา เธอจึงเริ่มขวนขวายทำกิจกรรม เพื่อหาตัวตนของตัวเอง เธอเชื่อเสมอว่าถ้าไม่ลองออกไปทำแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ชีวิตเธอเปลี่ยนอีกครั้งเมื่อวันหนึ่งเธอมองว่าที่ตรงนี้ไม่ใช่จุดที่เธอควรยืน เธอคิดว่าเราสามารถเดินไปหาความฝันด้วยทางเดินของเราเองได้ ทางเดินที่เราชอบและปรารถนาจะเดินมัน พอตัดสินใจได้เธอบอกลาเพื่อนๆแล้วเดินไปที่ฝ่ายการศึกษาลาออกจากร.ร.มีชื่อแห่งนี้จากห้องที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดและเก่งที่สุด และเลือกเดินทางใหม่
ทางเดินใหม่ที่เธอเลือกเป็นที่ๆเธอประทับใจ อาจไม่ดูหรูหรา แต่เธอก็ไม่เคยเสียใจที่เลือกมัน
พอเข้ามหา’ลัยเธอก็ยังคงทำตามความปรารถนาของเธอ เธอมีเพื่อนที่ไว้ใจได้ เธอได้ทำกิจกรรม เธอได้เรียนในสิ่งที่เธอชอบถึงแม้ความชอบกับเกรดมันไม่ได้แปรผันตรงกันเท่าไหร แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือมีความสุข ที่ได้ทำและเลือกทำสิ่งเหล่านี้ เคยบอกกับตัวเองว่าเป็นคนที่โชคดีที่สุดในโลกที่ได้ทำในสิ่งที่ชอบและมีคนที่ไว้ใจได้คอยเข้าใจเรา
พอขึ้นปี 2 เธอก้าวเข้าหาคำว่าเป็นผู้ใหญ่อีกขั้นหนึ่ง คือเธอเริ่มหาเงินเองได้ เธอรู้สึกว่าถ้าจุดมุ่งหมายของคนเราคือเรียนจบมีอาชีพ แล้วทำไมเราไม่หาอาชีพเสียตั้งแต่ตอนนี้เลยหล่ะ อาชีพที่ง่ายดายสำหรับเด็กวิทย์อย่างเราก็คือการสอนพิเศษ อาชีพแสนง่ายค่าตอบแทนแสนงามสำหรับคนที่เอาสมองมาเป็นทรัพยากรหนึ่ง เธอเริ่มสอนพิเศษด้วยความหลงระเริงกับค่าตอบแทน เธอเคยได้เงินจากการสอนพิเศษมากที่สุดเดือนละเกือบ 2 หมื่นบาท แต่แล้วเธอก็พบว่ามันไม่ใช้สิ่งที่เธอปารถนาเช่นกัน เงินที่ได้มาง่ายก็ถูกจ่ายออกไปง่าย มันกลับทำให้เธอไม่เห็นคุณค่าของคำว่าเงินและใช้จ่ายทรัพยากรสมองตัวเองไปอย่างสิ้นเปลืองรวมถึงละเลยหน้าที่ๆสำคัญของตัวเองไป และแล้วเมื่อเข้าใจ มันก็คือความเป็นผู้ใหญ่ที่แท้จริงในความคิดเธอ เธออยากจะก้าวเดินต่อไปตามฝันที่เธอตั้งไว้ แต่หนทางจะเป็นอย่างไรก็สุดจะคาดเดา
8 comments:
เห็นอีกมุมของจุ๊บนะเนี่ย ยาวจริงอะไรจริงสมคำร่ำลือ อิ๋งกำลังหั่นของตัวเองออกอยู่เหมือนกัน หวังว่าจะได้มาโพสต่อบ้างนะจ๊ะ เด็กหญิงผู้เลือกทางเดินของตัวเอง
ชีวิตโชกโชนกว่าพี่เยอะนะคุณน้อง
ชอบ สลิ่ม ฮ่าๆ
น่าประทับใจ.. ชื่นชม ในตัวเธอมากๆจ้ะ
สู้ต่อไปจุ๊บุ
สอนพิเศษต่อ แล้วเอาเงินมาให้ชั้น 555
^
แบ่งบ้างอะไรบ้าง :p
ป.ล. ชอบวิธีเลือกชื่อจัง นี่เท่ากับว่าจุ๊บแจงเลือกชื่อเองเลยนะเนี่ย เมพขิงขิง!
@เจ้อิ๋ง...เราก็รออย่าอ่านชีวิตที่มีสีสันของเจ้อิ๋งอย่างใจจดใจจ่อเลยจ้ะ
@พี่เล้ง...หนูมิกล้าเทียบหรอกคร่ะ ^^
@พี่โซ่...ที่ตั้งชื่อคอมอย่างนี้เพราะตอนนั้นหิว ค่ะ !! ^^"
@หยิน...^^"
@รันย่า...ตอนนี้เป็นรันแล้วแหล่ะที่ต้องเลี้ยงเค้าแทน !!
@พี่ฮัลเลย์...หนูก็แอบภูมิใจเล็กๆเรื่องนี้เหมือนกันนะ :)
พึ่งได้มาอ่านจ้ะแจง ชอบชีวิตแกจัง ดูยืนบนลำแข้งของตัวเองได้ ชีวิตกับเดินทาง...สู้โค้ยเน้อ
Post a Comment