

และแล้วก็มาถึงบทความการแนะนำตัวสุดท้ายของข้าพเจ้าแล้ว
เริ่มกันเลยนะ แนะนำอดีตบางอย่างซักนิดนึง ข้าพเจ้าเป็นพวกอาบน้ำเปล่าไม่ถูสบู่นานๆจะถูที เรียกว่าสระผมมากกว่าถูสบู่เสียอีกเนื่องจากว่าเคยแพ้สบู่ใช้มีอาการคัน ถึงขั้นนอนไม่หลับก็เลยละมันซะ ถ้าไม่รู้สึกสกปรกจริงจะไม่ใช้ และเป็นภูมิแพ้หลายอย่างมากแค่นี้ละ
ชีวิตมหาวิทยาลัยเนี่ย ยอมรับเลยว่าเป็นช่วงชีวิตที่ปลดพันธนาการต่างๆออกไปมาก เมื่อเทียบกับตอนมัธยม เป็นช่วงที่เรามีอิสระมากและยังไม่โดนกฏหมายเล่นงานอย่างเต็มที่เหมือนตอนวัยทำงาน พูดถึงตอนปี 1 ก่อน ได้กลับมาอยู่หออีกครั้งจากตอนประถม 3 สังเกตว่าจะไม่มีใครมากำหนดเวลาดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือ อาบน้ำเข้านอนเหมือน ในอดีต(ป.3) เป็นชีวิตที่สนุกดี ในช่วงแรกมีแนวโน้มว่าจะกลายร่างเป็นเด็กเรียน เพราะว่าเพื่อนร่วมห้องหอ(ไม่ใช่เพื่อนร่วมหอนะ)คนหนึ่ง เป็นคนที่ยังไงดีละมันขยันมากมาย คือ ก่อนนอนก็เห็นอ่านหนังสือ (นอนตอนประมาณ 4 ทุ่มเด็กอนามัยมั้ยละ) ตื่นตอนตีห้ากว่าๆ ก็เจอมันอ่านหนังสืออยู่อีก เฮ้ย!เอ็งจะไม่นอนเลยหรือไงฟะ เคยถามอยู่เหมือนกันว่ามันได้นอนหรือเปล่า คำตอบคือ . . . ได้นอนแต่นอนหลังเราและตื่นก่อน ทำให้เริ่มไฟติดในเรื่องการเรียน เริ่มอ่านตามบ้าง แต่พอเริ่มอ่านบ้างปุบ เพื่อนคนนี้ก็มีเหตุให้ย้ายออกไปดยู่หอข้างนอกปับ เลยกลับมาขี้เกียจเหมือนเดิม แฮะ
ส่วนเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดตอนค่ายเสริมสร้างวิชาการและค่ายรับน้องของคณะนั้นบอกตรงๆ เลย จำไม่ค่อยได้จริงๆ นะ มึนๆ ฉากที่จำได้คือเห็นปลาจูงไอ้ปัฟมาในเอนก แค่นั้นมั้ง หลังจากที่ผ่านพ้นชีวิตมัธยมมาแล้วหลายๆ คนก็อยากจะไว้ผมยาวบ้าง ซอยบ้าง ผมก็เลยไว้ผมบ้าง แต่แปลกนะซึ่งก็คือทรงในบทความแรก และรูปด้านขวาของบทความนี้ ทรงในบทความแรกนั้นตัดตอนแสตนด์เครียด ส่วนทรงSC ตัดตอนแสตนด์สัน ซึ่งผู้ตัดคือคุณแม่น่ะเอง สำหรับแสตนด์นั้นก็มีกดดันบ้างในการซ้อมแต่รู้สึกไม่หนักหนาเพราะเคยผ่านแสตนด์เชียร์จตุรมิตร มาแล้ว ซึ่งจตุรพิษ(เขียนไม่ผิดหรอก) นั้นมีกีฬาหลายอย่าง อาทิเช่น ฟุตบอล ต่อยมวย วิ่ง(หนี) ฟันดาบ(มีด หรือฟุตเหล็ก) เป็นต้น ในสมัยนั้นโชคดีไม่เจอเหตุการณ์อะไรพวกนี้ รอดตัวไป เฮ้ยย้อนกลับไปมัธยมทำไม กลับมามหาลัยสิ แสตนด์สันนั้นทำให้ผมหมดความศรัทธาในอาชีพหมอลงไปเยอะขอบอก รวมถึงพฤติกรรมต่างๆนาๆ ของเด็กคณะนี้ด้วย ทำให้สงสัยว่าหลักสูตรแพทย์คงต้องมีวิชาปรับบุคลิกให้เป็นหมอแน่ๆ เลย เพื่อนร่วมห้องคือหมอรามา 2 ท่าน อีกท่านไม่มี ดีห้องพักที่ศาลายาเนี่ย 3 คนกำลังดี 4 คนก็แน่นไป 2 คนเดี๋ยววมันเป็น....หรือเปล่าฟะ เหตุการณ์ประหลาดที่เจอตอนใกล้จบปีหนึ่งก็จะมีกระเทยมาร้องเสียงโหยหวนเรียกหาเพื่อนร่วมห้องกรูเนี่ย ตอนกลางคือนบางครั้งตื่นมาจะมีคนนั่งอยู่บนเตียงข้างๆ อย่าตกใจ เพื่อนหมอของเมดนั้นละ มาปรึกษามาคุยด้วยเพราะบางที่ผมหลับตอน 3 ทุ่มแล้วอย่างว่าเด็กหอมันนอนกันเร็วที่ไหนครับพี่น้อง ช่วงเบิกฟ้าไปลองสมัครหลายๆ ชมรมปรากฏสุดท้ายไปอยู่ชมรมยูโด เริ่มฝึกตั้งแต่ตบเบาะ ท่าทุ่มพื้นฐาน ได้ไปแข่งด้วยน้า ตอนนั้นไปเมืองคอนที่ม.วลัยลักษณ์ สนุกดีตลอดปีที่อยู่ชมรมแข่ง 5 ครั้ง แพ้ 5 หน เร็วสุดที่แพ้คือ 2 วินาที หน้าอายไหมละ แต่ต้องการบอกกล่าว การมาอยู่ชมรมกีฬาได้เป็นนักกีฬานั้น ทำให้พอเข้าใจอารฒณ์ของนักกีฬาที่ตั้งใจฝึกซ้อมอย่างหนัก เพื่อที่จะเอาชนะของผมซ้อมมาครึ่งปี สุดท้ายในก๊ฬามหาลัยก็แพ้ตกรอบแรก ทำให้คิดขนาดเราที่ซ้อมครึ่งปีแพ้ ยังรู้สึกเจ็บใจเยอะนะ ถ้าพวกนักกีฬาโอลิมปิก เอเชียนเกมส์พวกนี้จะขนาดไหนนะ ทั้งแรงกดดัน ทั้งศักดิ์ศรีในฐานะตัวแทนประเทศ และอื่นๆ อีกเยอะ ไหนพ่นเรื่องกีฬาแล้วขอพ่นของตอนปี 3 ด้วยละกัน จับผลัดจับพลู๋ ไปอยู่ชมรมดาบไทย แต่ไม่จริงใจเหมือนตอนอยู่ยูโด และได้ไปแข่งด้วย และแพ้แต่ไม่รู้สึกอะไรเท่าไรนัก บอกแค่นี้ละสำหรับชีวิตนักกีฬาในม. อีกนิดนึงการอยู่ชมรมยูโด ทำให้ได้เที่ยวกลางคืน(คิดเอาเองรุ่นพี่ชมรมดีแค่ไหน) จำได้ว่ากลับมาต4กว่ามานอนที่ห้องชมรม 6โมงหอเปิดก็เข้าไปนอนหอต่อ รู้สึกเป็นอะไรที่ไร้สาระนะ การเที่ยวกลางคืนเนี่ย
เป็นพวกชอบสันแต่ไม่ได้อยู่ฝ่ายสันเพราะช่วงที่เค้าทดสอบย้องสัน รับน้องสันเนี่ยไปซ้อมยูโดอย่างเดียว เวลาทำค่ายก็ไปอยู่ฝ่ายพัสดุ เป็นGB General เบ๊(สะกดอังกฤษไม่เป็นครับ) เป็นกรรมกรแบกหามชั้นดีเคยได้ชื่อว่าโลตัสเคลื่อนที่ ใครตั้งไม่รู้ เอาละจบเรื่องราวของปีหนึ่งแล้วมั้งที่เหลือจะพ่นเป็นวงกว้างรวมๆ ละนะ สิ่งที่รู้ดีอย่างหนึ่งคือวิชาสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังเพราะเป็นวิชาที่ทุ่มให้ในการอ่านหนังสือเเละเกรดก็ออกมาโอเคมาก เอ นั่นละ จำหมีน้ำได้ ผมมีความเชื่อว่าภาพยนตร์ที่บางคนเห็นว่าไร้สาระสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้ ขอยกมาเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวโดยตรงคือเรื่อง Kungfa dunk ที่ jay chou เล่นบอกตามตรงว่าไม่รู้จักดาราคนนี้มาก่อนและเผอิญได้ดูตอนคือนส่งท้ายปี 2551 ซึ่งชอบเพลงประกอบภาพยนตร์มาก ขอบใจเพื่อนปลาด้วยที่หาเพลงนี้มาให้ฟัง แล้วไม่แน่ใจว่าวันที่ 1 ,2หรือ3 ม.ค.2552 ไปและ ไปหาเรียนดีกว่าไอ้ที่เค้าเรียกกังฟูเนี่ย ง่ายๆ แค่นั้นเลยครับแค่ประทับใจหนังเรื่องนี้ประกอบกับมีความสนใจบ้างเล็กๆน้อยแต่ไม่เคยจริงจังอะไร แต่ตอนนี้ไม่ค่อยได้ไปฝึกแล้ว เริ่มขี้เกียจตื่นสาย อะไรพวกเนี่ย ทำให้รู้ว่าที่เรียกกังฟูน่ะไม่ได้แปลว่าวิชาต่อสู้หรือมวยจีนหรอก อารมณ์มันประมาณว่าความช่ำชองหรือเวลาว่างอะไรพวกเนี่ยละ ส่วนศิลปะการต่อสู้ของจีนนั้นจะเรียกรวมๆ ว่าwushu เนื่องจากการได้ฝึกพวกนี้ทำให้ชอบใส่กางเกงวอร์มเนื่องจากว่ามันยืดหยุ่นได้ดีเมื่อเทียบกับ ยีนส์หรือกางเกงนศ. ส่วนรูปอีกรูปที่ยังไม่ได้พูดจะบอกว่ารูปนี้ให้ช่างแถวบ้านตัดให้เมื่อตอนปักกิ่งเกมส์ คิดว่าทุกๆท่านคงรู้แล้วนะครับว่าเป็นรูปอะไรพยายามอมองให้ออกละกันนะ ที่เหลือก็ไม่ค่อยมีอะไรพูดแล้วละจะมีก็ตอนนี้นั่นคือทางแพร่งแห่งการทำงานและการเรียนต่อ และตนมีความรู้สึกว่าวิทยาศาสตร์นั้นเป็นศาสตร์ที่ตอบสนองความโลภของมนุษย์มิใช่เป็นศาสตร์แห่งการหาความจริง ทำให้สมควรที่จะพูดว่า "The science is never die but the science diefrom my heart." อันนี้เป็นความคิดก็คุยกับกอลิลานะครับ ยังไงก็ขอขอบคุณเครื่องคอมที่บ้าน ที่มหาลัย นะครับที่ใช้เขียนบทความเหล่านี้
สุดท้าย
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา และสิ่งที่เรากระทำจะเป็นตัวกำหนดตัวตนของเราในปัจจุบันและในอนาคต
และ
The longest journey is the journey in wards.
Dag Hammarskjold
3 comments:
พิมพ์เป็นชม.เลยนะทำไมมันน้อยๆฟะ
general เบ๊ น่าจะ = general factotum
factotum noun /fækˈtəʊ.təm//-ˈtoʊ.t ̬əm/ [C] formal
a person employed to do all types of jobs for someone
สิ่งหนึ่งที่ผมจำเกี่ยวกับเล้งได้ดีที่สุดเมื่อตอนปี 1
คือทรงผม และการสันท์ที่บ้าพลังมาก!
:D
Post a Comment