Sunday, December 5, 2010

ต้นไม้

เกิดบนดิน หยัดยืนพื้นพสุธา
ขึ้นมาจนเป็นต้นไม้
อิ่มอาหาร มีน้ำเลี้ยงร่างกาย
กิ่งใบงอกงามแข็งแรง

วันพรุ่งนี้เป็นวันที่พวกเราทุกคนรู้กันดีว่ามีความสำคัญอย่างไร
แต่วันนี้...จะมีสักกี่คนกันนะที่จะรู้ว่า เป็น "วันสิ่งแวดล้อมไทย"
ยิ่งไปกว่านั้น ใน "วันสิ่งแวดล้อมไทย" ประจำปี 2553 นี้ ยังเป็นวันที่เราอาจจะต้องจดจำไว้ เพื่อเล่าให้คนรุ่นหลังฟังว่า
เป็นวันที่ต้นไม้ใหญ่น้อยบนเนื้อที่กว่า 3 ไร่ ในซอยสุขุมวิท 35 ถูกโค่นทิ้งไปทั้งหมด...


ถ้าใครได้นั่งรถไฟฟ้าผ่านสถานีพร้อมพงษ์ คงจะได้เห็นหย่อมสีเขียวๆ ในซอยสุขุมวิท 35 บ้าง
ภาพข้างล่างเป็นภาพถ่ายทางอากาศ คงจะไม่ได้เห็นวิวประมาณนี้จากสถานีรถไฟฟ้า แต่ก็ใกล้เคียง


ชุมชนของต้นไม้ใหญ่เหล่านี้ เป็นต้นก้ามปู และต้นอื่นๆ ที่มีอายุร่วมๆ 100 ปี
ด้วยคุณค่าทางระบบนิเวศ ชุมชนต้นไม้ใหญ่ เปรียบเสมือน "Sanctuary" เล็กๆ ใจกลางเมืองที่มีแต่ตึกสูง คอนกรีต ถนน และเสาตอม่อรถไฟฟ้า ให้กับต้นไม้เล็กๆ ต้นอื่นๆ นก แมลง แมง และสิ่งมีชีวิตที่มองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่ามากมาย
และสำหรับคนที่อาศัยอยู่ในแถบนั้นมานาน หรือแม้แต่คนที่ผ่านไปผ่านมา "ต้นไม้ใหญ่" ก็มีคุณค่าทางจิตวิญญาณด้วยเช่นกัน
คงจะเข้าใจได้ไม่ยาก ก็เหมือนกับเราเดินเข้าคณะวิทย์ เห็นสวนป่าของคณะแล้วรู้สึก "เย็น" รู้สึก "ดี" รู้สึก "ชุ่มชื่น" อย่างไร

ความรู้สึกเช่นนี้ เป็นความรู้สึกร่วมของทุกผู้คน เป็นความ "รัก" ในสิ่งมีชีวิต "รัก" ในธรรมชาติ ซึ่ง Edward O Wilson ได้เสนอทฤษฎีว่าด้วย "Biophilia" มาอธิบายเรื่องนี้
หลายๆ คนคงได้มีประสบการณ์ตรง หรือไม่ก็มีญาติสนิทมิตรสหาย รักสัตว์เหมือนลูก ใช่มั้ย?
ต้นไม้ใหญ่กลางเมือง ดังเช่นชุมชนต้นก้ามปูในซอยสุขุมวิท 35 ก็เช่นเดียวกัน

ต้นไม้ใหญ่กลางเมือง จึงถือว่าเป็น "สาธารณสมบัติ" ที่หลายๆ ประเทศให้ความคุ้มครองตามกฎหมาย ประชาชนของบางรัฐในอเมริกา แคนาดา หลายประเทศในยุโรป หรือแม้แต่สิงคโปร์บ้านใกล้เรือนเคียงของเรา แม้ตนเองจะมีสิทธิ์ในที่ดิน ในบ้านของตัวเอง แต่ไม่สามารถตัดต้นไม้ใหญ่ได้โดยพลการ ต้องขออนุญาตจากทางการก่อน หรืออาจต้องถึงขั้นทำประชาพิจารณ์กับพลเมืองในชุมชนนั้นๆ กันเลยทีเดียว


ดูๆ ไปก็ตลกดี เมื่อบรรดาบริษัท บรรษัท ห้างร้านต่างๆ ออกมาเกาะกระแสโลกร้อน ทำแคมเปญ CSR (coporate social responsibility - องค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม) กันยกใหญ่ ทั้งแจกถุงผ้า เสื้อแจ็กเก็ต พาคนไปปลูกป่าชายเลน หรือแม้แต่นำสัตว์มาแสดงโชว์ในห้าง (เรื่องการนำสัตว์มาโชว์ในห้าง เป็นดราม่าอีกเรื่องนึงได้เลย) แต่การรักษาต้นไม้ใหญ่ กลับถูกเมิน เมื่อพื้นที่ตรงนั้นได้ตกเป็นของนายทุน ซึ่งกำลังจะสร้างห้างสรรพสินค้าขึ้นมาอีกแห่ง (คำใบ้: เป็นสาขาที่สอง ของห้างสรรพสินค้าในย่านนั้น)



เป็นข่าวในสังคมออนไลน์มาแล้วพักใหญ่ๆ กับการประชาสัมพันธ์ให้คนได้รับรู้ชะตากรรมของต้นไม้ใหญ่ในซอยสุขุมวิท 35 รวมไปถึงการรณรงค์ให้ชะลอ และร่วมกันหาทางออกให้กับต้นไม้ใหญ่เหล่านี้ในแนวทางของสันติวิธี ในนามของ Big Trees
การต่อสู้เริ่มมีความหวัง เมื่อพลังของสังคมออนไลน์เร็วเสียยิ่งกว่าปากต่อปาก และเดี๋ยวนี้สื่อก็มักจะมองหาข่าวจากสื่อสังคมเสียด้วยซ้ำ มติชนลงข่าวถึงเรื่องนี้ คมชัดลึกลงข่าวหน้า 1 ให้ และลงข่าวซ้ำติดตามความเคลื่อนไหว ยังมีไทยรัฐช่วยลงข่าวอีกแรง และนักข่าวเนชั่นที่เป็นที่รู้จักกันในหมู่สังคมออนไลน์ก็เขียนบล็อกและทำรายงานข่าวถึงเช่นกัน



วันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เขตวัฒนา กทม. และตัวแทนกลุ่ม Big Trees ก็ได้หารือกันหน้าโครงการก่อสร้าง อาจมีทางออกคือการล้อมต้นไม้ไปปลูกที่สวนสาธารณะของกทม. หรือที่ดินที่นครราชสีมาของเจ้าของที่ดิน


แต่...น่าตลกอีกแล้วครับท่าน!
ในวันสิ่งแวดล้อมไทยนี้เอง ต้นไม้ใหญ่ทั้งหมด ได้ถูกโค่นลงในวันนี้...


เรามาดูภาพหลังตัดต้นไม้กันดีกว่าครับ





เกิดบนดินแดน ทดแทนมากมาย
แต่กลับต้องตาย ให้กับความรุ่งเรือง
ถูกคนทำลาย เพื่อไปสร้างเมือง
นี่คือเรื่องราว เหล่าพันธุ์พืชไพร

...

ข้อมูลทั้งหมด (รวมถึงรูปด้วย) ผมนำมาจาก Fan Page ของ Big Trees (http://www.facebook.com/BIGTreesProject) ซึ่งสามารถอ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้องได้จาก Notes ของ Fan Page ครับ

12 comments:

Ann Supatchaya said...

แล้วการพัฒนาก็จะกลับมาทำร้ายเราเข้าสักวันหนึ่ง

เพลงต้นไม้ของสุรสีห์ อิทธิกุล
http://www.youtube.com/watch?v=DnA7ZDJQSIU

Halley said...

พอดีมีน้องมาถามความเห็นในเรื่องนี้ทาง FB ผมก็ตอบไปยาวอยู่
ขอก็อปมาแชร์บ้างละกันครับ


สั้นๆ
พี่เห็นด้วยกับกลุ่ม Big Trees ที่ว่า เข้าใจว่าสิทธิ์การตัดต้นไม้ก็เป็นของเจ้าของที่ และพี่ก็ไม่ได้ไปกล่าวโทษอะไรเค้าเลย

แต่ต่อไป ทางกลุ่มก็จะใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย เรียกร้องให้มีกฎหมายคุ้มครองต้นไม้ใหญ่ขึ้นมาอย่างจริงจัง เหมือนในบางรัฐของเมกา หลายๆ ประเทศในยุโรป แคนาดา หรือแม้แต่สิงคโปร์
ซึ่งพี่ก็เห็นด้วยมาก
ต่อไปถ้ามีเลือกตั้งคงต้องไปเลือกตั้งละ

เรื่องนี้ชวนคิด 2-3 ประเด็น
- ต้นไม้ใหญ่ ที่ขึ้นบนที่ดินที่มีเจ้าของ จริงๆ มันควรเป็นของใครกัน?
ต้นไม้ใหญ่ (จริงๆ ก็ต้นไม้ทุกต้น สิ่งมีชีวิตทุกชนิด) ไม่ได้อยู่เฉยๆ อย่างโดดเดี่ยวซะหน่อย มันก็มีหน้าที่ มีที่ทาง มี "Niche" ทางระบบนิเวศอยู่ไม่น้อย รวมถึงคนที่ผ่านไปผ่านมาก็ได้ประโยชน์จากต้นไม้ใหญ่ น้อยคนนะที่จะปฏิเสธว่าเห็นต้นไม้ใหญ่หลายต้นใจกลางเมืองแล้วจะไม่รู้สึกสดชื่น รวมถึงต้นไม้ใหญ่เหล่านี้ก็อยู่มาก่อนคนรุ่นนี้จะเกิดเสียอีก ผู้คนแถบนั้นจึงไม่ได้มองเห็นว่าเป็นแค่ "ต้นไม้ใหญ่" แต่เป็นเหมือนสมาชิกคนหนึ่งของชีวิต เป็นส่วนสำคัญของชีวิตของเขาที่โตมาพร้อมกัน
ใช่ เจ้าของที่ก็มีสิทธิ์ตามกฎหมาย แลดูยุติธรรมดี ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตยที่พูดเรื่องสิทธิและเสรีภาพในทรัพย์สินของตัวเอง
แต่...แต่...มันก็ชวนให้ตั้งคำถามว่า ประชาธิปไตยแบบที่ไม่สนใจ "ชีวิต" แบบนี้ มันดีแล้วแน่เหรอ?
เศรษฐกิจของชาติ ของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การสูญเสียสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ สูญเสีย "ส่วนหนึ่งของชีวิต" ของผู้คนในชุมชนนั้น มันดีแล้วแน่หรือ?

หลายๆ คนคงจะคิดว่าไม่เป็นไร หรือมันก็เป็นเรื่องธรรมดาๆ ของการพัฒนา ที่ต้องมีการแลกเปลี่ยน แต่พี่มองว่า "ชีวิต" และ "ความหลากหลายทางชีวภาพ" เป็นพื้นฐานที่สำคัญของเศรษฐกิจ สังคม การเมือง อารยธรรม และทุกอย่างบนโลกใบนี้
เอาที่ฐานรากที่สุดเลยก็ได้ Homo sapiens ไม่อาจเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ได้หรอก ถ้าไม่มีสิ่งมีชีวิตที่วิวัฒนาการมาก่อนหน้า และยอมให้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ เกิดขึ้นและเติบโตขึ้นมาได้

ซึ่ง สิ่งที่ Homo sapiens กำลังทำอยู่ คือการไม่ยอมให้สิ่งมีชีวิตอื่นใด (หรือแม้แต่ Homo sapiens ด้วยกันเองด้วยซ้ำ) เกิดขึ้นมา เติบโต และวิวัฒนการได้เลย
และด้วยปรากฏการณ์ที่เราสร้างขึ้น มันทำให้เราเป็นแบบนี้ได้ก็จริงนะ ซึ่งหลายคนก็นึกว่ามันสวยงาม สมบูรณ์แล้ว นี่แหละคือความรุ่งเรือง ซึ่งไม่มีวันพัง
แต่พี่เชื่อว่า อีกไม่นานหรอก ไม่เกินรุ่นเรา ถ้าเรายังฝืนไปต่อด้วยอารยธรรมแบบนี้นะ เราพังแน่ และเราจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ทำให้ตัวเองสูญพันธุ์


ประเด็นต่อมาคือ มีคนที่พูดถึงเรื่องความคุ้ม/ไม่คุ้มทุนของการรักษาชีวิตต้นไม้ต้นนี้ไว้

สรุปใจความได้ว่า ค่าที่ดินตรงนี้ประมาณ 500 ล้านบาท แล้วไหนจะค่าล้อมต้นไม้อีก ใครจะจ่าย?

พี่ก็จะบอกว่า จริงๆ แล้วเค้าลืมคิด "ค่าต้นไม้ใหญ่" ไปด้วย
เดี๋ยวนี้มันมี Environmental Economics กันแล้ว คือเค้าก็จะดูเลยว่า ต้นไม้ใหญ่เนี่ย มันมีค่าเท่าไหร่ เค้าก็จะประเมินและให้คุณค่าโดยดูว่าต้นไม้ใหญ่มันให้อะไรแก่เราบ้าง ดูดซับคาร์บอนได้เท่าไหร่ ทำให้อากาศเย็นลงได้แค่ไหน ฯลฯ

การที่เค้าลืม/ไม่ได้คิด มันทำให้ค่าของต้นไม้ใหญ่ (รวมถึงระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพ) ที่ถูกทำลายลง ไม่ได้นำมาคิดเป็นต้นทุน

จริงๆ พี่ก็ไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ในการตีค่าสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศเป็นเงิน แต่ถ้ามันจะช่วยให้นายทุนต้องคิดมากขึ้นอีกหน่อยก่อนที่จะมีการทำลายชีวิต ... ก็โอเค

Zo said...

อืม ว่าด้วยความเน่าเฟะของประเทศ และอื่นๆ สิ่งที่ทำนี้นับเป็นเรื่องดี แต่อย่าให้เป็นไฟไหม้ฟางก็พอครับ ^^ เห็นด้วยกับสิ่งที่พี่ฮัลเล่ พูดมา สิ่งที่พวกเราต้องการในตอนนี้คือทุนนิยมในรูปแบบใหม่ ที่เข้าใจความเป็นไปอย่างแท้จริง

Ann Supatchaya said...

เคยได้ยินคนมาคุยกับอาจารย์พิไลเหมือนกันว่าจะให้ทำประกันภัยต้นไม้ อย่างเช่นรังนกเงือกเป็นต้น โดยจะต้องจ่ายค่าประกันให้กับต้นไม้ต้นนั้นเหมือนประกันชีวิตเรานั้นแหละ และถ้าต้นไม้นั้นถูกตัดหรือถูกทำลายไปทางบริษัทจะจ่ายค่าเสียหายให้

อาจารย์ก็บอกว่ามันประมาณค่าไม่ได้เลยกับต้นไม้ต้นหนึ่งเพราะว่ามันมีคุณค่ามากกว่านั้นมาก การที่ต้นไม้ต้นหนึ่งเป็นรังให้นกเงือกแล้วนกเงือกตัวหนึ่งต้องมาตีค่าอีกหรือเปล่า ในจะผลไม้ที่เป็นอาหารสัตว์อื่นได้อีก หรือก๊าซออกซิเจนที่ออกมาให้เราได้หายใจกัน

ไม่รู้ว่าการก่อสร้างขนาดไหนถึงจำเป็นต้องทำ EIA ถ้าอย่างในเมืองทั่วไปอย่างนี้จำเป็นต้องทำไหม ถ้า EIA ทำได้อย่างถูกต้องจริงๆมันก็ดีไป แต่ว่ามักจะมีข่าวเรื่องใต้โต๊ะเสมอๆ :(

นึกถึงบทความนึงที่พี่ฮัลเลย์เคยเอาลิ้งมาแชร์ว่าเขาตีค่าประมาณออกมาว่าโลกเราราคาเท่าไหร่ หากมีคนรวยพอที่จะซื้อโลกได้จริงๆขึ้นมาจะเป็นอย่างไรนะ คนอย่างพวกเราต้องไม่มีที่อยู่แน่เลย :P

Dramawave said...

เพิ่งรู้เหมือนกันว่าเป็นวันสิ่งแวดล้อม อาจเพราะโดนกระแสวันสำคัญอื่นมากลบก็เป็นได้ ไม่งั้นคงได้ตระหนักกันกว่านี้ น่าเสียดาย ทำไมไม่เลือกวันอื่นน้า ฮ่า ๆ ๆ

Noock said...

เอ..เราจะเอาเรื่องนี้มาพัฒนาต่อให้เป็น individual project อย่างไรได้บ้างหนอ? (แค่ขอแอบคิดดังๆ อิอิ) :-)

Zo said...

น่าจะเอาวันเดียวกันที่แสดงเพียงเธอ ฮ่าๆ

สำหรับเรื่องต้นไม้มันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากจริงๆ เราบอกไม่ได้ว่ามันเป็นของใคร อีกทั้งยังถูกกฏเกณฑ์ทางเศรษฐศาสตร์ และ กฎหมายมาเป็นตัวบังคับอีกมากมาย แม้เราไม่อยากทำลายแต่เราก็ห้ามคนอื่นไม่ได้อยู่ดี

Joob jang said...

น่าเสียดายที่ต้นไม้เพียงไม่กี่ต้นเรายังเอาชนะ เงิน ไม่ได้เลย
ถ้าเป็นที่ต่างจังหวัดเขาจะเอาผ้าจีวรมาผูกที่ต้นไม้เป็นการบวชป่าและให้คนที่จะมาตัดต้นไม้ได้รู้สึกระอายใจกับสิ่งที่จะทำ แต่ถ้าเป็นในเมืองกรุงอย่างนี้ต่อให้ผูกจีวรเป็นสิบๆผืนก็ไม่รู้ว่าจะปลุกจิตสำนึกได้บ้างรึเปล่า

ICard_Chatree said...

ผมเคยได้ฟังวิธีการหนึ่งที่คิดว่าแก้ปัญหานี้ได้จากต้นเหตุโดยกลุ่มกสิกรรมธรรมชาติซึ่งพ่อผมติดต่ออยู่ เขามีโครงการ ธนาคารต้นไม้(มีอยู่จริงในปัจจุบัน) ซึ่งมีภาครัฐสนับสนุนอยู่ โดยเขาจะส่งคนลงมาในพื้นที่ของผู้เป็นเจ้าของ และจะนับปริมาณไม้ยืนต้นที่อยู่ในพื้นที่อย่างเป็น "ธรรมชาติ" และจะให้ค่าตอบแทนแก่เจ้าของที่ เป็นจำนวนเงินต่อต้น ซึ่งรายได้ที่ได้นี้จะขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม จำนวนต้น อายุต้น ฯลฯ ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นค่าเลี้ยงดูต้นไม้พวกนี้ แต่ถามจริงๆว่าเจ้าของที่จำเป็นต้องดูแลมันไหม คำตอบก็ชัดอยู่แล้วคือ "ธรรมชาติ" ไม่จำเป็นต้องไปใช้จ่ายค่ายาค่าปุ๋ยอะไรกับต้นไม้เหล่านี้เลย เพียงให้เกิดระบบนิเวศน์ในพื้นที่นั้นๆก็พอ

ถามว่าแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดอย่างไร
ถึงแม้เงินที่ได้อาจดูน้อยนิดต่อเทียบกับการสร้างห้าง แต่การแก้ปัญหาจากวิธีนี้ ไม่ได้ห้ามพวก เขา จากการตัดไม้ แต่ห้ามพวก "เขา"จากการขายพื้นที่ให้พวกนายทุนซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ซ้ำ ชาวบ้านพวกนี้ยังมีพื้นที่ของตนเองไว้ทำกิน ยังชีพโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ถามว่ารัฐ ไปเอาเงินที่ไหนมาให้พวก "เขา"
ผลจากการทำลายระบบนิเวศ ก่อให้เกิดภัยพิบัติต่างๆทั่วประเทศ อย่างแผ่นดินยุบตัว แม่น้ำเซาะตะหลิ่ง ถนนพัง โลกล้อน โดยเฉพาะสารพิษที่เกิดจากห้าง ซึ่งรัฐเองต้องเสียค่าใช้จ่ายกับการบูรณสิ่งต่างๆ ที่ไม่ควรจะเสียพวกนี้ ปีหนึ่งเป็นมูลค่าหลายล้านบาท ซึ่งเพียงแค่แต่ละบ้านช่วยกันรักษาระบบนิเวศเล็กๆเท่านี้ซึ่งรวมกันแล้วก็ช่วยดูแลระบบนิเวศของทั้งประเทศได้แล้ว ทำไมเขาจะไม่สนับสนุนเราหละ

เพียงแต่ปัญหาคือ...
-ชนเมือง(ในไทย)ปัจจุบัน เห็นแก่เงินก้อน เพียงแค่ขายทุกสิ่งที่มี แม้แต่พื้นดินที่ดูแลเขามา ให้พวกนายทุน เอาไปเสพสมได้พักนึงเขาก็ดีใจกันแล้ว ทั้งๆที่การเป็น Landlord เนี่ยะ เป็นความไฝ่ฝันของคนทั่วโลกด้วยซ้ำไป
-ปัญหาที่สำคัญอีกอย่างคือ ความเน่าเฟะของการเมืองไทย ทำให้โครงการนี้ไม่ถูกเผยแพร่ออกไปสู่ชุมชน ทั้งๆที่โครงการนี้ถือกำเนิดจากภายในรั้วราชวังด้วยซ้ำ(ซึ่งไม่ต่างจากโครงการอื่นที่ถูก"ระงับ"โดยภาครัฐ ทั้งๆมีถิ่นกำเนิดจากที่เดียวกันนี้) พวกกลุ่มกสิกรรมเขาจึงต้องรวมตัวกันสู้โดยตนเอง แต่พวกเขาเองส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่มีอายุระดับหนึ่ง ไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับ Global communication ซึ่งทำให้การเผยแพร่โครงการก็เป็นไปอย่างล่าช้าเช่นกัน ถ้าเป็นไปได้ ผมก็อยากให้หลายๆคนที่สนใจลองเอาไปพูดคุยกับคนที่รู้จักที่กำลังจะขายที่ดินดูนะครับ
เพราะปัญหาต่อไปในอนาคตที่น่ากลัวกว่าก็คงไม่พ้นที่ว่า เราจะบอกลูกหลานเราอย่างไรว่า พื้นดินที่เรากำลังเดินอยู่เนี่ยะ ยังเป็นของ"คนไทย" รึเปล่า

ปล. ข้อมูลข้างต้นอาจมีการคลาดเคลื่อนเล็กน้อยนะครับ โดยเฉพาะปริมาณตัวเลข เพราะผมเองได้เข้าไปสัมนากับพ่อผมที่กลุ่มกสิกรรมนี้เมื่อสองปีที่แล้ว ต้องขอโทษด้วย ^^

leng said...

อืม ขอพูดมั้งละกัน ที่หลังบ้านก็มีต้นไม้รุ่นปู่อยู่เหมือนกันไม่รู้ว่าต้นอะไรเมื่อ4-5ปีก่อนก็มีการตัดบางส่วนของต้นไม้ออกไป รู้สึกแค้น เจ็บใจ ไม่เข้าใจว่าจะตัดกันทำไม แต่ยังดีที่ไม่โค่น ก็เห็นต้นไม้แหว่งๆ อยู่ประมาณ3-4 เดือนแล้วมันก็งอกออกมาดูดีแต่เหมือนจะสุงไม่เท่าเดิม

แต่ที่รู้อย่างหนึ่งที่ตำแหน่งบ้านก็เคยมีต้นไม้ใหญ่อยู่เหมือนกันได้ถูกโค่นตอนมีโครงการที่บริเวณนี้

จริงๆ เราไม่ควรดูแต่ต้นไม้ใหญ่ๆ เท่านั้นแต่ยังมีพวกพืชเล็กๆหรือพวกที่หัวใต้ดินอยู่อีกด้วยซึ่งพวกนี้ก็น่าจะมีประโยชน์ที่ไม่เหมือนต้นใหญ่เช่นกันเช่นก้ัน

Halley said...

อะ มีบล็อกอีก 2 บล็อกมาให้อ่านกันต่อ

http://www.prachatai.com/journal/2010/12/32163
คุ้มหรือที่จะอนุรักษ์ต้นจามจุรี อายุ 100 ปี
โดย ดร. โสภณ พรโชคชัย
(ถ้าไปค้นต่อว่าผู้เขียนเป็นใคร (ขออุบไว้ก่อนนะ) จะเข้าใจได้มากขึ้นว่าทำไมบทความนี้ถึงออกมาหน้าตาแบบนี้)

http://blog.noppatjak.com/2010/12/blog-post.html
คำพูดของต้นไม้ - คำพูดของคน
โดย นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

leng said...

เออ เนื่องจากไม่รู้ว่าไปบ่นในบล็อกพวกนั้นอย่างไรของฝากพี่ฮํลเลย์ไปโพสแทนละกันช่วยแก้สำนวนด้วยนะ

ครับ

ไอ้กฏหมายเก็บภาษีที่ดินอะไรเนี่ย มันมีหลายปีแล้วเว้ย
จำได้ว่าเคยฟังผู้ใหญ่เค้าคุยกันเกี่ยวกันที่ดินใน ตจว.ว่าปล่อยที่ร้างไว้เฉยๆ ไม่ได้ไม่งั้นกี่ปีจะโดนรัฐยึด ไม่รู้ว้่าทำไมในกทม. มันรอดไปได้ และก็ไอ้หน้าโง่ที่บอกว่าต้นไม้พอย้ายแล้วมมันจะไม่สวยน่ะ เป็น....อะไรมากมายไหมต้นไม้หลังบ้านที่ลิดกิ่ง ก้าน แล้วมันยังต้นออกมาดูงดงามเลยนะเว้ย
แล้วไอ้การสร้างห้างของพวกคุณมึงทั้งหลายเนี่ย แม้ว่าอาจจะไม่ได้ใช้เงินของรัฐ(ซึ่งผมไม่เชื่อ)แต่ผลประโยชน์อยู่ที่ใคร-ภาคธุรกิจและเอกชน ประชาชนในพื้นที่มีส่วนได้ไหมละ นอกจากการเสียเงินซื้อของในห้างใหม่ เมื่อเทียบกับการใช้ภาษีจากประชาชนทั่วประเทศแล้วผมคิดว่ามันโอเคกว่า เพราะว่ามันไม่เกิดปัญหาความไม่เป็นธรรมหรอกนะ เพราะต้นไม้มันก็ผลิตอากาศบริสุทธิ์ของมันไปเรื่อยๆ ตราบที่มีชีวิต แล้วอากาศบ้านพ่อคุณอยู่แต่รอบๆ ต้นไม้หรือไงฟะ เคยเรียนกันไหมเรื่องดิน ฟ้า อากาศว่าอากาศมันไหลเวียนทั่วโลกน่ะ ในเมื่ออากษศไหลเวียนได้ทั่วโลก ผมเชื่อว่าอากาศดีที่ต้นที่พวก....ตัดไปมันต้องหมุนวนไปทั่วประเทศอยู่แล้ว แถมคนไทยเราก็มีความเชื่อเกี่ยวกับวิญญาณประจำต้นไม้มิใช่หรือ การไม่ตัดก็คือไม่เบียดเบียนวิญญาณที่ต้นไม้ การนำเงินมาย้ายต้นไม้ก็น่าจะเป็นการทำบุญนะ คิดว่าประชาชนทั่วประเทศจะไม่ดีใจหรือ ที่ภาษีที่พวกเขาจ่ายส่วนหนึ่งได้ถูกนำไปทำบุญเพื่อช่วยเหลือโลกใบนี้ แล้วไม้ที่ตัดละเอาไปไว้ไหน ไม่ได้ให้กทม. จัดการหรือไง เงินจัดการไม้ที่ตัดแล้วมันก็ภาษีประชาชนนะครับไม่ใช่มันคือไม้เนื้ออ่อนเลยหักง่ายนะเว้ย ส่วนใหญ่ไม้ที่หักมันผุไม่ใช่หรือ ไม้เนื้อแข็งถ้าผุก็หักเป็นเหมือนกันนั่นละ ขอแนะนำให้ผู้เขียนบทความลองถือมีดไปตัดกิ่งที่ขนาดเท่ากับแขนผู้เขียนบทความหน่อยสิ สามารถตัดได้ในครั้งเดียวมันก็คงอ่อนเกินไปสมควรเอาออกนั้นละ แล้วนังหนูเอ๋ยมะขาม กระถิน กับอีกหลายๆอย่างที่ขึ้นก็พืชตระกูลถั่วนะครับ
ถอนออกให้หมดกรุงเลยเป็นไงจะได้ไม่มีปัญหาไม้ล้มแต่อาจจะมีสถิติคนเป็นหมดหรือภูมิแพ้จากฝุ่นละอองมากขึ้นนะ ใบมีพิษคิดว่าจู่ๆ คนเราจะไปกินใบมันเล่สหรือครับ พวกแอลคาลอยด์มันต้องมาสกัดผ่านกระบวนการอะไรอีกหลายขั้นนะกว่าจะได้ยาสลบเนี่ย เกสรน่ะดอกไม้ทั้งโลกมันก็มีนั่นละและก็ก่อเกิดภูมิแพ้ได้หมดนั่นละ เรื่องแพ้ไม่แพ้ไม่แพ้มันอยู่ที่ตัวบุคคลเว้ย ระหว่างต้นไม้ล้ม กับมีฆาตกรโรคจิตอยู่ในพื้นที่เนี่ย อันไหนจะเป็นอันตรายต่อประชาชนมากกว่ากันฟะ และก็ต้นไม้มันไม่ล้มกันง่ายๆ หรอกนะ