Thursday, January 27, 2011

ไทย2ญวน60

เมื่อเช้าเห็นพาดหัวข่าวนสพ. ว่า"ไทย2ญวน60 สถิติการอ่านหนังสือ"
ก็รู้สึกเออ อ่านน้อยนะคนไทย แต่ก่อนที่จะเห็นข้อความนี้ได้มีโอกาสไปอ่านหนังสือเก่าๆ เล่มหนึ่งมานิดนึง เกี่ยวกับการอ่านหนังสือ จำรายละเอียดไม่ค่อยได้ อ่านไม่หมดด้วย แต่โดยที่หนังสือพูดคือประมาณว่า
การที่เราจะอ่านหนังสือเล่มใดนั้น ควรจะถามตนเองว่าอ่านเพื่ออะไร ต้องการอะไรจากการอ่านครั้งนี้
การที่เราอ่านหนังสือที่เค้าแนะนำกันหรือว่าอ่านหนังสือที่ควรอ่านโดยที่คิดว่าอ่านเพราะเค้าว่าเป็นหนังสือที่ดีน่าอ่าน แต่ตนเองไม่ได้อยากอ่านนั้นแม้อ่านจนจบเล่มแล้ว เราก็จะไม่ได้อ่านอยู่นอกจากคำว่า เราอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วนะ
หนังสือนั้นสามารถอ่านได้ทุกที่ทุกเวลาที่เราอยากอ่าน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดสถานการณ์ใดก็ตาม การที่บ้างคนชอบอ้างปัจจัยต่างๆที่ทำให้อ่านไม่ได้นั้น น่าจะเป็นความเห็นแก่ตัวของผู้อ่านเองมากกว่า

จากการที่ได้อ่านหนังสือเก่าๆ เล่มนี้ ทำให้มุมมองต่อข้อความข้างบนเปลี่ยนไป ถ้าเมื่อก่อนผมคงจะคิดว่าคนไทยเนี่ย ขี้เกียจนะ โดนต่างชาติเค้าแซงไปอีกแล้ว แต่มีความคิดอีกแบบที่โผล่ขึ้นมาคือว่า คนไทยนั้นยังไม่สามารถหาหนังสือของตนเองที่จะอ่านได้หรือเปล่าหรือว่า ปริมาณหนังสือที่อ่านเนี่ยไม่ได้บอกถึงความฉลาดหรือบางสิ่งบางอย่างที่เพิ มพูนจากการอ่านหนังสือก็ได้

ปล. อยากให้ผู้ร่วมเดินทางในบล็อกได้แสดงความคิดเห็นกันด้วยนะครับ

7 comments:

knoom said...

ก็อาจจะเหมือนตัวเลขอีกหลายชุดที่บ่งชี้อะไรบางเรื่อง
ขณะเดียวกันก็ถูกอนุมานและตีความไปได้หลายเรื่อง
เช่น อายุ เกรดเฉลี่ย GDP สัดส่วนจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์

นึกถึงหนังสือเรื่องเจ้าชายน้อย
ในตอนที่เขาบอกว่าการอธิบายให้ผู้ใหญ่ฟังว่าบ้านเขาเป็นไง
ถ้าบอกว่าเป็นบ้านหน้าต่างสีอะไร มีดอกไม้อะไร ผู้ใหญ่ไม่ get
แต่ถ้าบอกว่าบ้านราคาหลายล้าน ...
ผู้ใหญ่จะตอบว่า บ้านคุณใหญ่โตสวยงามจังนะ

ประมาณนั้น ...

Boss-BI#2 said...

อยากรู้จังเลยครับว่า เค้ามีวิธีวัดว่าคนไทยอ่านเยอะ/ไม่เยอะอย่างไร

แต่ข่าวแบบนี้ อยุ่บนพื้นฐาน/ต้องการสื่อ บนความเชื่อที่ว่าอ่านเยอะ ฉลาดมาก ขณะที่ในแวดวงการศึกษา ที่การอ่านนั้นเป็นทักษะสำคัญและจำเป็น ล้มเหลว การอ่านน้อยก็เลยเป็นหนึ่งคำตอบที่ว่า ทำไมการศึกษาถึงล้มเหลว การอ่านน้อยนี่ก็มีผลมาจากปัจจัยที่หลากหลายมาก ปัจจัยเหล่้านี้ก็เป็นประเด็นใหญ่อีกประเด็นหนึ่งเช่นกัน

เพื่อนๆรอบตัวของผมส่วนใหญ๋ก็อ่านหนังสือกันน้อย อย่างมาก ที่อ่านมากก็เป็นการอ่านแบบจำใจ เพื่อคะแนนสอบเท่านั้น จริงเลยครับพี่หนุ่ม ว่าหนังสือที่เราไม่อยากอ่าน อ่านไปก็เท่านั้น หลายเล่มที่อ่านจบไปหลายรอบ ก็ผ่านไป จบไป แต่อ่านจบมันก็พอได้อะไรติดตัวมานะครับ ไม่เสียเปล่าเสียทีเดียว

Yin said...

..การที่เราจะอ่านหนังสือเล่มใดนั้น ควรจะถามตนเองว่าอ่านเพื่ออะไร ต้องการอะไรจากการอ่านครั้งนี้..

จริงค่ะเพราะเวลาหยินจะอ่านหนังสือเล่มไหน จะเลือกตามความรู้สึกว่า 'อยาก' ได้อะไรเมื่ออ่านจบ ก็จะเลือกหนังสือประเภทนั้นมาอ่าน คิดว่าเกือบ 100% อยู่ในหมวดนิยาย เคยซื้อมาเหมือนกัน หนังสือดี หนังสือรางวัล แต่จนทุกวันนี้ยังไม่เปิดอ่านเลย คิดว่ามันไม่สนุกแบบที่เราสนุกกับนิยาย ไม่สามารถอ่านด้วยความรู้สึกแบบนั้นไปจนจบเรื่อง ก็วางมันซะก่อน
หยินว่า ความรู้สึกอยากในตอนแรกนั้นมันสำคัญมากเลย เมื่อเราไม่อยากได้ ในสิ่งที่คิดว่าจะได้จากหนังสือเล่มนั้น เราก็ไม่คิดจะเปิดอ่าน อะไรหนอที่ทำให้เรามีแต่ความอยากที่จะสนุก อยากจะอ่านแต่เรื่องรัก สุขสมหวังขนาดนิยายของ ประภัสสร เสวิกุล อ่านครั้งเดียวยังขยาด น้อยครั้งที่จะรู้สึกว่า ฉันอยากจะเพิ่มพูนความรู้ บางครั้งก็ไปได้ไม่ตลอดลอดฝั่งด้วยซ้ำ แต่การอ่านนิยายรักๆก็ทำให้ได้เปิดโลกทัศน์อยูพอสมควรเลยนะคะ

asawaree said...

มาตามประเด็นของหยินที่ว่านิยายรักๆก็ทำให้ได้เปิดโลกทัศน์อยู่พอสมควร อิ๋งเห็นด้วยอย่างยิ่ง อย่างเล่มที่อ่านจบไปไม่นานนี้ อิ๋งสงสัยการกระทำของตัวเอกในเรื่องมากว่าทำไมถึงต้องตัดสินใจทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ลงไป เพราะโดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยเอาซะเลย จนได้เข้าไปคุยกับทั้งตัวนักเขียนและอีกหลายๆคนที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ทำให้ได้เห็นมุมมองอีกหลายๆมุมเลยคะ คล้ายๆกับตอนที่ในคลาสเราคุยกันเรื่องอิชมาเอลเลย

ส่วนเรื่องที่เราไม่อยากอ่าน มันก็เหมือนเครื่องสแกนคะ ผ่านตาแต่ไม่ซึมเข้าสมองเอาซะเลย

อย่าหาว่ากวนนะคะ แต่อยากรู้จริงๆว่าเขาเก็บข้อมูล สำรวจกันยังไง อะไร ที่ไหน ตั้งแต่เกิดจนเดี๋ยวนี้ไม่เห็นมีใครมาถามบ้างว่าวันๆอ่านหนังสือกี่เล่ม อะไรบ้าง พอเห็นผลสำรวจออกมาทีไร ก็สงสัยทุกที

Pete said...

พีทเป็นคนอ่านหนังสือไม่เยอะครับ จะอ่านทั้งหนังสือที่มีทั้งคนแนะนำมา และหนังสือแนวที่ชอบ คงเป็นเหมือนที่หยินกับอิ๋งบอก หนังสือที่เราชอบ อ่านเดี๋ยวเดียวก็จบ แต่หนังสือที่ดีที่มีคนแนะนำมา อ่านไปซักพัก ถ้ามันไม่ใช่จริงๆเดี๋ยวก็จะเลิกอ่านมันเองแหละครับ

หนังสือมีข้อคิดในตัวมันเองเสมอ อยู่ที่ว่าเราจะรับรู้ และสัมผัสกับมันได้รึเปล่า ไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือที่ได้รางวัลก็ได้

Dramawave said...

หาอ่านอยู่เหมือนกัน เวลาไม่ได้อ่านอะไรนานๆ พอต้องคิดอะไรที่สร้างสรรค์ออกมาก็แบไร้ข้อมูลนะครับ

Zo said...

"เราก็จะไม่ได้อ่านอยู่นอกจากคำว่า เราอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วนะ"

มันขึ้นอยู่กับคุณได้อะไรจากการอ่านหนังสือ มากกว่าได้อ่านแล้ว มันก็มีเหตุผลหลายอย่างที่คนไทยห่างไกลหนังสือ อาจจะเป็นเรื่องง่ายๆของเวลา การเดินทาง หรือสถานที่ๆ เหมาะๆ กับการอ่านครับ