Sunday, November 14, 2010

แนะนำตัวกับเขามั้ง....


ชื่อ สารัช วงศ์สุนทรพจน์ (เคน)

กว่าจะมีชื่อ สารัชนี้ ก็ผ่านมาสักสองชื่อก่อนหน้านี้อย่าง ตะวันและ บัณฑิตเป็นผลจากความพึงพอใจของผู้ใหญ่อย่างคุณย่า แต่พอคุณพ่อทะเลาะกับคุณย่า ก็เลยเปลี่ยนชื่อไปด้วยเลย (แล้วผมมีสิทธิ์เลือกไหมเนี่ย 555+ตอนนั้นก็ประมาณซัก 5 ขวบแล้ว)คุณพ่อก็มีความตั้งใจว่าตั้งชื่อให้คล้องจองกันระหว่างสามพี่น้องเลยดีไหม พี่ชาย ชื่อ ศิลา น้องสาวชื่อ วารี แล้วคนกลางละ ลาวา???” ก็เลยไปเปิดตามหนังสือตั้งชื่อดีกว่าแล้วก็เจอชื่อ สารัชก็เห็นว่า ความหมายดี และไม่มีใครชื่อนี้เท่าไหร่ในขณะนั้นก็เลยตั้งชื่อนี้ซะเลย ส่วนชื่อเล่นก็เดิมไม่ได้ชื่อนี้อีกแล้ว ชื่อว่า ไปป์ – Pipe” แต่คุณแม่จะติดเรียกว่า สไปซ์ – Sprite” น้ำอัดลมชนิดหนึ่ง คุณพ่อฟังแล้วไม่ชอบ ประกอบด้วยลูกเพื่อนบ้านก็ชื่อเล่น เค – K” ไปแล้วก็เติมตัวสะกดให้มันไม่เหมือนใครดีกว่า เป็น เคน

Name Sarach Wongsuntornpoj (Ken)

ชื่อภาษาอังกฤษแอบภูมิใจเล็กๆว่าเป็นคนออกแบบการสะกดเองตั้งแต่ ป.1 หมดเลย ตอนแรกครูตั้งมา “Sarat Wongsoonthornpot” อะไรเนี่ยเขียนลำบาก rat ก็เรียนมา อ่านว่า แรท ไม่ได้ออกว่า รัช ซะหน่อย เติม –ch ลงไปดีกว่าจะออกเสียง ช ช้างได้ (แต่ภายหลังมันจะออกเสียง ค ควาย แทน เป็น สา-รัค จะเอาอะไรก็ความรู้ Phonetic กับเด็ก ป.1) ก็เลยแก้ไขทุกอย่าง จนเป็นอย่างที่ใช้ในปัจจุบันนั้นแล

วัน-เดือน-ปี เกิด วันที่พฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2532

การมีวันคล้ายวันเกิดในช่วงปีใหม่มักจะถูกหลงลืมได้ง่าย ฉลองวันปีใหม่กับเสร็จ พอเจอกันก็เหมือนทุกคนๆกำลังมึนๆหรือเพลิดเพลินกับความสุขในการฉลองก็เลยเป็นวันคล้ายวันเกิดที่มีคนจำนวนไม่มากจะจดจำได้ อีกทั้งยังมีวันคล้ายวันเกิดใกล้ๆกับน้องสาว ทำให้การฉลองวันเกิดโดนควบทุกที 555+ แต่เงินผมต้องออกให้น้องอีก (อ้าว! เฮ้อ)

วัยเรียน

พอช่วงวัยเรียนตั้งแต่อนุบาล ตอนนั้นเรียนอ่อนด้วยซ้ำ การสอบคืออะไร ทำไมต้องมานั่งเรียงๆกันนั่งทำอะไรก็ไม่รู้ ออกไปเล่นก็ไม่ได้ พอผลสอบออกมาก็ได้สักอันดับที่ 30 จาก 32 ถามคุณพ่อว่าเป็นไงบ้าง ดีไหม? พ่อก็ตอบว่า ก็ดีแต่พี่อยู่ ป.3 ได้สักที่ 3 ก็ให้รางวัลกัน ตอนนั้นก็คิดว่า เพราะพี่เรียนโรงเรียนที่ใหญ่กว่า ครูดีๆกว่า เลยสอบได้ดีกว่า ฉะนั้น ต้องย้ายโรงเรียนจะได้เรียนดี (ตรรกะเด็กอนุบาล) ในที่สุดก็ได้ย้ายโรงเรียนจะการประท้วงทุกวันว่าจะต้องย้ายโรงเรียน (คล้ายๆคุณอองซานซูจีที่เรียกร้องประชาธิปไตย แต่ของผมดันสำเร็จ และไม่ถูกกักบริเวณในบ้านของตนเอง) แต่การเรียนก็ดีขึ้น เลยทำให้ตรรกะนั้นสมเหตุสมผลมากขึ้น (555+) ก็เรียนจน ป.6 แล้วก็ย้ายโรงเรียนจากโรงเรียนที่เคยมีสวนสัตว์ในโรงเรียน (มีกวางดาวเคยหลุดมาในห้องเรียนด้วยละ ตื่นเต้นมาก) มาอยู่โรงเรียนวัด นั้นคือโรงเรียนวัดราชบพิธ อยู่ใกล้ๆโรงเรียนสวนกุหลาบและราชินีอันมีชื่อเสียง ใครถามก็จะตอบว่าใกล้ๆสองโรงเรียนนั้นหรือไม่ก็ปากคลองตลาดคนทั่วๆไปยังจะรู้จักเสียมากกว่า ก็เรียนทั้งม.ต้น และปลาย ช่วงม. ต้น ใครอยากรู้ว่าเด็กติดเกมจริงๆ เป็นไง มาถามกันดีกว่า 555+ วันไหนไม่ได้เล่น จะหงุดหงิด อารมณ์เสีย ไม่อยากให้ใครมายุ่งเกี่ยว นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย (ติดเกมหรือติดยากันเนี่ย!!) ผมว่ามันคล้ายๆกันนะแค่ในคนละรูปแบบเท่านั้นเองแต่ก็เลิกได้ คงต้องขอบคุณนิสัยเบื่อง่ายของผมละมั้ง ถ้าเบื่อแล้วจะไม่ค่อยแยแสอีกเลย (แต่มันไม่มีผลดีตอนทำงานเลย จะทำให้พาลทิ้งง่ายดื้อๆ) ชีวิต ม.ต้น ม.ปลาย มีความสุขดี มีกิจกรรมไรให้ทำจนต้องอยู่โรงเรียนดึกดื่น อาทิ จัดบอร์ดในวันสำคัญ (จัดทุกปีดึกทุกปี ไม่เห็นมีแมวจะมาเดินอ่านกันเลย) แล้วตามด้วยกิจกรรมบอกต่อยอดฮิตอย่างการเดินทัวร์โรงเรียนตอนกลางคืน...เพื่อท้าทาย? พิสูจน์? หรืออะไรก็ตาม พวกเราก็เจอ? ไม่เจอ? ผสมกันไป จนมาถึงครั้งนึงพวกเราคิดว่า พบเจอจนไม่มีการทัวร์โรงเรียนอีกเลย... (หลอนกันไป 2-3วัน 555+ ใครอยากรู้รายละเอียดถามได้นะ)

มาจน ม.6 มาแล้วช่วงสอบ Admission อีกช่วงหนึ่งที่สำคัญของวัยนักเรียน ก็สอบโควตาของมหาวิทยาลัยอย่าง ธรรมศาสตร์ (นิติศาสตร์) หรือมหิดล (วิทยาศาสตร์ ทุนศรีตรังทอง) แต่ก็แห้วทั้งคู่ โดยของม.มหิดล ติดแบบไม่ทุน (โห ใครจะทำคณิตศาสตร์เชิงนิยามได้อ่ะ คิดไม่เป็นจริงๆ ไทย อังกฤษ สังคม สิไม่หวั่น) ก็มานั่งคุยกะเพื่อนๆเอาไงดีรับโควตานี้หรือไม่ก็สอบ Admission อีกที (O-net & A-net) เพื่อนๆก็บอกว่า โหย ไปสอบเถอะ เผื่อลุ้นยังไงถ้าแกอยากติดคณะวิทยาศาสตร์ ยังไงก็ติดแก...และแล้วก็สอบเข้าวิทยาศาสตร์มหิดลเป็นครั้งที่สอง จนคนอื่นถามว่า จะสอบทำไมสองครั้งเข้าคณะเดิม

เอาละเอาไงดีว้า เรียนไปก่อนก็ได้ (ตอนนั้นอยู่ดีๆอยากเรียนเภสัชฯ เดี๋ยวค่อยซิ่ว) แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ซิ่ว ก็เรียนมาเรื่อยๆตามประสาเพิ่งจะเป็นเด็กหอเป็นครั้งแรก เหนื่อยมากไม่เคยอ่านหนังสือมากมายขนาดนี้มาก่อน ตอนสอบ admission ก็แค่อ่านเป็นอ่าน สอบ ม.ปลายหรอ ผมน่ะลอกเอาเฉพาะวิชาคณิต กับฟิสิกส์ ผลการเรียนก็ไม่ได้ย่ำแย่(อยู่ใกล้ๆ เลขประจำตัวนักศึกษานั้นแล)

ชีวิตสไตล์เคน เอิ่ม ยอมรับว่า จะแตกต่างจาก ม.ปลายสุดๆ(ถ้าชีวิต ม.ปลายเป็นไง อาจจะเจอผมในแบบนั้นโดยบังเอิญก็ได้นะ ถ้าเราพบกันโดยไม่ได้คาดหมาย 555+) โดยที่เงียบๆไม่พูดมาก(แต่พักหลังนี้ จะโดนไม่อยากให้พูดแล้วมากกว่า) เพราะไม่รู้จะพูดอะไรหรือไม่ก็เป็นคนฟังนั้นละ ชอบฟังทุกเรื่องนะ (เหมือนเสพติดการฟังเลย) ใครจะนินทา บอกเล่า วิเคราะห์วิจารณ์ ใครอกหัก บอกเลิก อยากฆ่าตัวตาย ก็ผ่านมาหมด (จนบางครั้งมันมาแนวเดิมๆคล้ายๆกัน นึกว่าเป็นรูปแบบจากโรงงาน) ผมคิดว่าเป็นการเรียนรู้ชีวิตคนในอีกรูปแบบหนึ่ง ได้รับรู้ข้อมูลที่น่าสนใจอย่างมากมาย (ผมว่าผมสนุกกับการเรียนรู้แบบนี้นะ ชีวิตก็ไม่ได้ยาวมากนัก คงเรียนรู้อะไรหลายอย่างจากตนเองไม่ได้ทุกอย่าง อาศัยประสบการณ์ของคนอื่น จากการฟังและอ่านนี่ละ แต่ๆๆ ถ้าเรียนในห้องเรียนหรอ ตรงกันข้ามนะ) เรียนจนมาถึง ปี 3 และช่วงปิดเทอมก็มีโอกาสร่วมไปทำงานวิจัยต่างประเทศ อันนี้เป็นจุดเปลี่ยนความคิดครั้งหนึ่งเลยละ การได้เจอผู้คนรูปแบบใหม่ๆ สังคมใหม่ๆ ไม่ใช่แค่เพียงเจอคนต่างชาติเท่านั้นนะ แต่คนไทยที่เมืองนอกผมว่าก็ไม่เหมือนคนไทยที่เมืองไทยนะ จนผมเกือบ Culture shock กับคนไทยด้วยกันเอง 555+ (ตื้นลึกหนาบางขออุ๊บไว้นะ เพราะบางทีมันละเอียดอ่อนไปหน่อย 555+) จากการใช้ชีวิตที่โน่น ในแง่การเรียน การทำงาน การลองในสิ่งใหม่ๆเป็นประสบการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ความรับผิดชอบก็ยังคงต้องมีเช่นเดิม (ไปเที่ยวดึกดื่นกลับบ้านตี 3 ตื่น 7 โมงไปทำแลปเช่นเดิม ไม่งั้นคงโดนส่งกลับมาแน่ๆเลย Play hard, Work hard!!) จนวันนึงขณะทำแลปก็ทำให้ได้ฉุกคิดได้ว่า งานแลปคงไม่ใช่แนวผม แน่ๆ คงจะเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ผมทำได้(อาจจะดี) แต่ให้ทำต่อไปอีกสัก 10 ปี ขอบ๊ายบายดีกว่า แต่งานอะไรละตัวเรา?? จริงๆตอนนี้ก็ตามหาคำตอบมาเติมเต็มให้กับตนเองอยู่ ซึ่งในบางครั้งอยากจะตัดสินเลือกให้แนวแน่ แต่ก็อาจจะมีเรื่องที่ยังเป็นพันธะรั้งไว้อยู่บ้าง อย่างไรก็ตามถึงผมอาจจะต้องเดินอ้อมไปบ้างอีกสักหน่อย(ด้วยสถานการณ์) แต่ก็คงไม่หยุดนิ่งในสิ่งที่อยากจะทำจะค่อยสั่งสมไปก่อนเมื่อโอกาสมาถึงก็คงไม่ลังเลที่จะคว้ามาอย่างแน่นอน J

No comments: