ทั้งพ่อและแม่ของผมเป็นครู สอนวิทยาศาสตร์ทั้งคู่ มันเลยเหมือนโดนฝังให้ใกล้ชิดเรื่องพวกนี้ ครอบครัวผมแปลก ๆ เพราะพ่อจะพูดมากกว่าแม่ ถ้านั่งรถไปไหนกับพ่อกับแม่ แม่จะนั่งเงียบ พ่อจะมีเรื่องเล่าและวิภาควิจารณ์ดินฟ้าอากาศบ้านเมืองประเทศชาติการทหารคมนาคมหรืออะไรก็แล้วแต่ที่ขับรถผ่านได้ตลอดเวลา จนงงว่า พ่อไปรู้มาจากไหน แล้วมันจริงบ้างป่ะเนี่ย นิสัยพูดมากแบบนี้เหมือนผมจะได้มาจากพ่อเลยหละ แต่ต่างที่พ่อผมกล้าพูด ผมกล้าน้อยกว่า ทุกครั้งที่ต้องพูดต่อหน้าคนเยอะ ๆ ต่อให้เป็นครั้งที่พันของชีวิตการทำงานก็ตาม ก็ยังอดขาสั่นมือเย็นเหงื่อมท่วมไม่ได้ ไม่เข้าใจเหมือนกัน ผมมีน้องสาวอีกหนึ่งคน ห่างกับผมราวสี่ปี ทั้งผมและน้องเหมือนกันอยู่คือชอบร้องเพลงมาก เหมือนพ่อ ฮ่า ๆ ๆ พ่อผมร้องเพลงโอเคอยู่เมื่อเทียบกับแม่ที่ค่อนข้างเพี้ยนอย่างไม่ปรานีคนฟัง หากวันไหนที่น้องกลับมาแล้วมีเพลงใหม่ ๆ ก็จะมาร้องโหยหวนกันอยู่สองคน ฮ่า ๆ ๆ ดูปัญญาอ่อนดี
ตอนเด็ก ๆ ผมไม่รู้หรอกว่าอยากเป็นนอะไร แต่เคยเปิดไปเจจอสมุดตอนป.หนึ่งที่เขียนไว้ว่า ฉันอยากเป็นนักบินอวกาศ แต่ถ้าถามผมตอนนี้เหรอ ฮ่า ๆ ๆ จะอยู่เหนือเพื่ออะไร ผมไม่ได้อยากเป็นอะไรมากไปกว่าผมอยากทำอะไร ตลอดเวลาม.ปลาย ผมเฝ้าหาว่าผมอยากเป็นอะไร และมั่นใจเหลือเกินกับการเลือกเดินในทางสายวิทยาศาสตร์ และต้องฟิสิกส์เท่านั้น เพราะผมคิดว่ามันเม่ท์มาก และหาเหตุผลนานาประการว่าเมื่อจบแล้วมีสายงานรองรับเพียบ แต่ที่อยากเป็นสุดต้องเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย โห สุดยอดไปเลย ผมคิดว่าน่าจะทำได้ และต้องทำให้ได้ เพื่อนหลายคนไม่คิดเช่นนั้น เขามองว่าผมน่าจะไปเรียนนิเทศไม่ก็การแสดงอะไรพวกนี้ หรือเบนสายไปเลย แต่ใครมันจะรู้จักเรามากไปกว่าตัวเอง ความคิดของผมในตอนนั้นพุ่งขึ้นมา ฮ่า ๆ ๆ สมัยเรียนมัธยม ผมเคยเล่นทั้งละคร รร. จัดทำละครเอง โต้วาที ทอล์คโชว์ พอถึงตอนสัมภาษมหิดลนี่ในแฟ้มผลงานแทบไม่มีผลงานทางด้านวิยาศาสตร์เอาซะเลย แต่ผมก็เข้ามาเรียนได้นะ เพราะอย่างน้อยผมก็ไม่ได้ยืนชี้หน้าอาจารย์ห้องสัมภาษแล้วบอกว่า "ไม่อยากเรียนโว้ยยย" มหาลัยเป็นช่วยเวลาที่ผมใฝ่ฝันมากที่สุดช่วงหนึ่ง ผมไม่อยากกลับไปเป็นเด็กแม้คนที่ขึ้นมามากมายจะบอกว่า โตขึ้นแล้วจะอยากกลับไปเป็นเด็ก ฮ่า ๆ ๆ ผมไม่อยากเป็นเด็กมัธยมอีก และผมก็อยากจะโตขึ้นเรื่อง ๆ ผมอยากออกไปไหนต่อไหน อยากอิสระ อยากทำอะไรที่อยากทำ เมื่อขึ้นมาในมหาลัยนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมไม่ต้องแคร์ว่าต้องกลับบ้านก่อนอาทิตย์ตกดิน หรืออะไรก็ตาม ก็ไม่เชิงว่าเก็บกด แต่ผมก็ได้ทำอะไรเยอะแยะเมื่อขึ้นมหาลัย และแม่ผมก็โตตามไปด้วยที่จะเห็นว่าผมโตขึ้นเรื่อย ๆ และไม่สามารถห้ามไม่ให้ผมใส่กางเกงขายาวหรือเสื้อเชิ้ตได้อีก เพราะแม่อยากให้ผมใส่ขาสั้น กับเสื้อลายกาตูนเพื่อให้ผมเด็กอยู่เสมอ และเมื่อเข้ามาเรียนสิ่งที่เราอยากเป็นกลับไม่ทำให้เรามีความสุข เพราะมันเรื่องไม่ใช่สิ่งที่เราอยากทำ
ผมได้ลองทำกิจกรรมอยู่บ้างงงงง ในคณะ ซึ่งก็ได้ลองทำอะไรที่เราอยากทำ มันค่อย ๆ ทำให้ผมรู้ว่าอะไรที่อยากทำ ชีวิตปีหนึ่งยังไม่แล้วร้ายพอที่ทำให้เห็นชัดว่าชีวิตผมกำลังจะเปลี่ยนไป ชีวิตหลังการเข้าภาคต่างหากที่นำให้ผมโตขึ้นมาก การได้เรียนรู้ความสุข ความเศร้า ความผิดหวัง และความเกินคาดหวังต่าง ๆ ทำให้เรารู้ว่าชีวิตมีหลากด้านจริง ๆ และมันก็ไม่ไ้ดต่างไปจากละคร แค่ตอนจบยังมาไม่ถึง ผมได้เรียนรู้ชีวิตแบบเด็กทุนไปพร้อมทั้งการสูญเสียชีวิตแบบนั้น การผูกมัดและอิสระภาพ ได้รู้จักคำว่าสอบตกที่แท้จริงในขณะที่มีคนนับพันพร้อมปรบมือให้กับการแสดงของเรา การพยายามท่องทำจำราที่ต่างไปจากการท่องผมเป็หน้า ๆ และพูดมันออกมาอย่างปราณีต สิ่งเหล่านี้้ำทำให้ผมรู้ว่าที่อยากทำนั้นคืออะไร ผมได้รู้จักละครเวทีก็ตอนเข้ามาอยู่ที่พญาไท ได้ดูมันจริง ๆ และเริ่มเข้าไปใกล้มันมากขึ้น จนตอนนี้มันกลายเป็นชีวิตของผมไปแล้ว
โดยส่วนตัวผมเอง มองว่าก็ไม่ได้หน้าชื่นชมมากนัก สำหรับคนที่เรียนวิทยาศาสตร์และน่าจะพยายามหรือตั้งใจเรียนสิ่งที่ทำอยู่ให้ดีเสียก่อน แทนที่จะไปทำอะไรที่อยากทำ แต่ละครหลาย ๆ เรื่องก็ต่างมีบทเรียนไม่ซ้ำซากให้ผมเข้าใจเช่นกันว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นว่าอะไรสวยเหมือนกันหมด และเพราะเรามีเพียงวันนี้ ผมไม่เลือกรอให้ได้ทำ แต่ผมเลือกที่จะทำมัน ในเมื่อผมเรียนวิทยาศาสตร์ แต่ผมชอบละครเวที ไม่ว่าจะชอบดูหรือชอบเล่น ผมจึงเลือกที่จะทำละครเวทีดูสักเรื่อง แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ความยากมันแตกต่างไปจากโครงงานหรือโปรเจ็คเรื่อง การวาวแสงของยูวี แต่มันต้องใช้ทรัพยากรย์มนุษย์ที่มีคุณภาพจำนวนมหาศาลในการรังสรรค์งานศิลปะชิ้นนี้ขึ้นมา นอกจากศิลปินยังต้องมีชั่งเทคนิคและอื่น ๆ ซึ่งผมไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว ตอนงานยาก ซับซ้อนและละเอียดอ่อนเพราะทรัพยากรที่ใช้นั้นคือมนุษย์ที่มีจิตใจและบอบบาง และยิ่งยากเมื่อคนเหล่านั้นคือเพื่อนที่รู้จักและเราร้องขอให้มาช่วยโดยที่ไม่มีค่าตอบแทนใด ๆ แม่บอกเสมอว่าทำงานกับคนนั้นยาก ต้องทำอย่างรอบคอบ จะกระทบกระทั่งอะไรก็จะมีผลไปหมด แต่จะปล่อยปละละเลยก็ทำให้เสียงาน งานนี้ผมเลยได้เป็นเหมือนเจ้าของคณะละครเล็ก ๆ ที่จะทำการแสดงละครที่ตัวเองเขียนบทเพลง กำกับเองรวมทั้งร่วมประพันธ์บทเพลง แถมยังมีคนในปกครองซึ่งล้วนแต่เป็นเพื่อน ๆ น้อง ๆ มาช่วยกันกว่าสามสิบชีวิต ผ่านกรล้มหายตายจากมาอย่างโชกโชน แต่เชื่อได้ว่ามันจำทำให้เราทุกคนได้โตขึ้นและเข้าใจการทำงาน แม้ละครเรื่องนี้จะไม่ได้ช่วยให้โลกสูงขึ้น แต่ก็ทำให้ในคนทำได้สูงขึ้นพร้อมจะดึงคนดูให้ร่วมเสพมหรสพนี้อย่างมีความสุข
จะมีอะไรดีไปกว่าได้ทำอะไรที่อยากทำ เพราะเรามีเพียงวันนี้...

No comments:
Post a Comment