Monday, November 15, 2010

แนะ-นำ-ตัว


เช้าวันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2531

เด็กตัวน้อยๆนามว่า ด.ช.ภควัต ทองเจริญ ชื่อเล่น โบ๊ท ก็ได้ลืมตาดูโลกหลังจากนอนคุดคู้อยู่ในท้องแม่มานานเก้าเดือน ด้วยน้ำหนักตัวที่มากและหัวที่โต (กว่าเชิงกรานของแม่) ทำให้แพทย์ ณ โรงพยาบาลจุฬาฯ ตัดสินใจทำคลอดด้วยการผ่าตัด


-ด.ช.ภควัต ทองเจริญ-

ใช้ชีวิตอยู่ ณ บ้านย่านฝั่งธนที่คุณปู่ หรือ ที่หลานทุกคนเรียกว่า "ก๋ง" ร่วมกับ พ่อ แม่ น้องสาว ก๋ง ย่า น้า อา รวมถึงลูกพี่(ที่เกิดก่อน)ลูกน้อง(ที่เกิดที่หลัง) รวมกันกว่า 10 คน

ผมจำวันเกิดของก๋งไม่ได้ แต่ทราบว่าก๋งเป็นคนจีนโดยกำเนิด อพยพมาอยู่ที่ไทยตั้งแต่อายุน้อย จำไม่ได้ว่าชีวิตวัยเด็กของก๋งเป็นอย่างไร ทั้งที่ก๋งมักจะเล่าเป็นนิทานก่อนนอนให้ฟังอยู่เสมอ ก๋งทำฟาร์มวัวนมอยู่ที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี แต่ก็กลับบ้านมาให้เจอหน้าบ่อยๆ ก๋งเป็นคนใจดีพูดน้อยแต่มีสายตาที่ดูเศร้าและมีริ้วรอยที่เกิดจากการผ่านการใช้ชีวิตมาอย่างหนักหนา ก๋งเคยเล่าว่าก่อนหน้าที่ผมจะเกิด ก๋งเคยทำโรงเลื่อยติดแม่น้ำเจ้าพระยา ต้องเดินทางไม่ตามจังหวัดต่างๆ ครั้งละหลายๆวันเพื่อเข้าป่าไปหาต้นไม้มาเข้าโรงเลื่อย แต่ผมก็ไม่เคยถามว่าทำไมปู่ถึงเลิกทำโรงเลื่อย แล้วหันมาทำฟาร์มวัวนม

ทุกวันหลังจากที่ผมกลับจากโรงเรียนอนุบาลเธียรประสิทธิ์ศาสตร์ คนแรกที่ผมแรกหาคือ "โต้" โต้เป็นชื่อที่ทุกคนใช้เรียกย่าของผม ขอย้ำว่าทุกคน ชื่อ "โต้" นี้สามารถเรียกได้โดยไม่มีคำนำหน้า แต่บางครั้งหลานๆก็แรก โต้ ว่า ยายโต้ ด้วยความสงสัย ผมจึงถาม

"ทำไมทุกคนถึงเรียกโต้ว่าโต้ล่ะ"

"อ๋อ โต้ แปลว่าพี่สะใภ้"

"??????????"

"เมื่อก่อนมีคน(บางคนที่จำไม่ได้ว่าชื่ออะไรแต่คาดว่าคงเป็นน้องของก๋ง)เรียกชื่อนี้ ทุกคนก็เลยติดปากเรียกชื่อนี้กันทุกคน"

ผมไม่ได้ถามต่อ ว่าชื่อนี้เป็นที่ติดปากขนานหลานอย่างผมยังเรียกย่าว่า "พี่สะใภ้" ได้อย่างไร แต่ผมรู้ว่า ทุกครั้งที่ผมกลับจากโรงเรยนอนุบาลคนแรกที่ผมเจอคือโต้ และทุกคืนที่พ่อและแม่กลับช้าโต้และก๋งก็จะพาผมเข้านอน

หลังจากใช้ชีวิตที่บ้านหลังใหญ่ได้ 7 ปี ผม แม่ พ่อ และน้องสาว ก็ย้ายไปอยู่ในทาว์นเฮาส์ ย่านอ่อนนุช เรียกได้ว่าย้ายไปอยู่คนละฝั่งของกรุงเทพเลยก็ว่าได้ และในปีนั้นก็เป็นปีแรกที่ผมเข้าเรียนที่โรงเรียนแอ๊ดเวนตีสเอกมัยและใช้ชีวิตวัยประถมอยู่ที่นี่ต่อไปอีกหกปี

ผมจำไม่ได้ว่าพ่อย้ายออกจากบ้านไปเมื่อไหร่ อาจจะตอนผม 8 ขวบ หรือ 9 ขวบ ผมไม่แน่ใจ แต่ผมจำได้ว่าผมร้องไห้อยู่หลายคืนเมื่อรู้ว่าพ่อจะไม่กลับมาอยู่กับแม่แล้ว และก็หวังทุกๆคืนว่าตอนเช้าพ่อจะกลับบ้าน--แต่เมื่อตื่นมาก็มีแต่แม่และน้องสาว เกือบทุกเสาร์อาทิตย์หลังจากนั้น"ป้าปุ๋ย" พี่สาวของพ่อ จะมารับผมและน้องไปอยู่ที่บ้านฝั่งธน ซึ่งเป็นทางเดียวที่ผมได้เจอพ่อกับพ่อ

ตั้งแต่เด็กๆ ผมจำได้ว่าไม่ค่อยได้เจอหน้าพ่อเท่าไหร่ เพราะพ่อกลับดึก แต่เมื่อมีเวลาว่าง พ่อมักจะพาผมกับน้องไปเที่ยวเสมอๆ เรียกได้ว่าเป็นเด็กเที่ยวจริงๆ ไม่ว่าจะขึ้นยอดดอย ดำน้ำ นอนเขื่อน เที่ยวน้ำตก ขี่ม้า หรือขับรถ พ่อจับผมและน้องให้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหมดแล้ว ผมจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ผมได้เที่ยวแบบมี พ่อ แม่ น้องสาว และผม ครบทั้งสี่คนคือตอนผมอายุ 8 ขวบ ครั้งนั้นผมและครอบครัวไปเที่ยวเกาะเต่า และจำได้ว่ามันสนุกและมีความสุขมากขนาดไหน พ่อเคยเล่าเรื่องก๋งให้ฟัง ว่าก่อนที่ก๋งจะมาทำฟาร์ม เรือขนไม้ซุงจากชุมพรมากรุงเทพอัปปางเพราะชนกับหินโสโครก และเรือลำนั้นยังไม่ได้ต่อประกัน ทำให้ต้องสุญเสียเงินทันทีหลายร้อยล้านบาท จำต้องขายเรือลากซุงและโรงเลื่อยที่เหลือเพื่อใช้หนี้ และกลายเป็นคนล้มละลาย หลังจากนั้นก๋งก็เลยไปทำฟาร์ม...


เมื่อใช้ชีวิตวัยประถมจนครบ 6 ปี ก็ถึงวัยที่จะต้องเติบโตขึ้นอีกครั้ง โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนีย์) โรงเรียนเก่าของคุณแม่ เป็นที่หมายต่อไปของผม ผมเข้าโรงเรียนรัฐบาลขนาดใหญ่พิเศษนี้ได้ด้วยการจับฉลาก เพราะก่อนหน้าจะเปลี่ยนตัวเองเข้าสู่ชั้นมัธยม ผม แม่ และน้อง ก็ได้เปลี่ยนบ้านอีกครั้ง คราวนี้ย้ายมาอยู่ที่ลาดพร้าวซอย 126 บริเวณท้ายซอยติดกับคลองแสบแสบ ซึ่งถือเป็นซอยเกือบสุดท้ายที่อยู่ในเขตมีสิทธิ์จักฉลากเข้าโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนีย์) และโชคก็เป็นของผม

ผมเข้าเรียนชั้น ม.1 ห้อง 5 (จาก 10 กว่าห้อง) ซึ่งถือเป็นห้องที่ไม่ดีนักในมุมมองของแม่เมื่อเทียบกับคนที่จบมาได้อันดับสองของระดับชั้นในชั้นประถม แม่จึงสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาการเรียนรู้

ชีวิตเกือบทั้งชีวิตของผมอยู่กับแม่ แม่เป็นคนโคราชโดยกำเนิด อากง และ อาม่า ต่างก็เป็นคนจีนซึ่งอพยพมาอยู่ไทยทั้งสิ้น แม่ย้ายไปอยู่กรุงเทพหลังจากเข้าเรียนที่โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนีย์)-โรงเรียนเดียวกับผม จึงถือได้ว่าแม่ของผมเป็นรุ่นพี่ผม(25ปี) หลังจากนั้นก็เรียนต่อที่คณะบัญชี จุฬาฯ ซึ่งเป็นที่ที่แม่ได้พบกับพ่อ หลังจากแม่เรียนจบ ก็แต่งงานกับพ่อทันที และหลังจากนั้น 2 ปี แม่ก็มีผม แม่กับผมเสมอๆว่า แม่เลี้ยงผมไม่เหมือนกันที่่คนอื่นเลี้ง แม่เป็นคนที่อารมณ์ร้อน หงุดหงิดง่าย แต่โมโหยาก แต่ก็มีเหตุผล รับฟังทุกคำพูดของลูก (ที่ดูสมเหตุสมผล) แม่ไม่เคยเคี่ยวเข็ญให้เรียนหรือทำอะไรก็ตาม แต่แม่จะให้วิธีสร้างบรรยากาศให้โน้นน้าวไปให้ทางที่แม่ต้องการ แม่ไม่เคยตี แต่จะพูดด้วยเหตุผลเสมอๆ

เมื่อขึ้นม.2 ก็มีการจัดห้องเรียนอีกครั้ง คราวนี้ผมได้อยู่ ห้อง 1 ซึ่งเป็นห้องที่ดีที่สุดของโรงเรยีน (อันเป็นผลมาจากการสร้างแรงจูงใจของแม่) และได้พบว่า ทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ เก่งมาก ถึงมากที่สุด บรรยากาศในการเรียนก็เปลี่ยนไปมาก เพราะทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเอง เรียนเป็นเรียน เล่นก็เป็นเล่น กิจกรรมก็ทำ กลายเป็นตัวเองดูไร้ความรู้ไปในทันที

เมื่อขึ้นม.3 ผมยังได้อยู่ห้อง 1 เหมือนเดิม และเพื่อนๆก็ยังเหมือนเดิม ถึงแม้จะมีการจัดห้องใหม่ ทุกคนดูตั้งใจเรียนมากขึ้น เพราะทุกคนต่างหวังที่จะเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา (และก็มีคนได้ไปต่ออย่างที่ใจหวังเกินครึ่งห้อง) แต่ชั้นสุดท้ายของระดับม.ต้นก็ถือเป็นปีที่สนุกที่สุดปีนึงเหมือนกัน เพราะทุกคนเริ่มสนิทกันมากขึ้นการเรียนด้วยกันมานาน ก่อนที่ความทรงจำดีๆจะจบไป เพื่อเดินก้าวต่อไปอีกขั้นในการเป็นผู้ใหญ่


-นายภควัต ทองเจริญ-

วันแรกที่ผมใช้คำนำหน้าชื่อ "นาย" ผมรู้สึกว่าตัวเองแก่

ผมตัดสินใจไม่สมัครสอบเตรียมอุดมศึกษาตามเพื่อนๆด้วยความหยิ่งของตัวเอง ทำให้หลังจากจบมัธยมต้น ผมมีเพื่อนที่จะไปต่อในช้นมัธยมปลายไม่มากนัก ผมยังคงเรียนต่อที่โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนีย์) และมีจุดเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งใหญ๋รอผมอยู่ในอนาคตอันใกล้


ค่ำวันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2547

ผมอยู่ที่ท่าอากาศยานดอนเมืองพร้อมด้วยกระเป๋าสัมภาระใบใหญ่อีกหนึ่งใบ ผู้ร่วมเดินทางมากันพร้อมหน้า ผมตรวจสอบตั๋วเครื่องบินเป็นครั้งสุดท้ายก่อนบอกลา พ่อ แม่ น้อง และ ก๋ง ที่ตามมาส่ง และเดินผ่านเข้าไปยังด่านตรวจคนเข้าเมือง ผมเคยเดินผ่านประตูนี้หลายครั้งซึ่งมีจุดหมายปลายทางและระยะเวลาการเดินทางต่างๆกัน ทำให้ไม่รู้สึกตื่นเต้นมากนักที่จะต้องเดินผ่านด่าน แต่ที่ผมตื่นเต้นคืออีกหนึ่งปีข้างหน้าที่รอผมอยู่ต่างหาก

เครื่องบินทะยานขึ้นท้องฟ้าอันมืดมิด ก่อนหันหัวเครื่องบินไปทางทิศตะวันตก ผมไม่ได้นั่งที่นั่งริมหน้าต่างแต่สังเกตเห็นได้ถึงสีดำสนิทของท้องฟ้าภายนอกตัดกับแสงสว่างไสวยามค่ำคืนของกรุงเทพมหานคร รับรู้ได้ว่ามนุษย์เรานี้เปราะบางเพียงใดในโลกสีฟ้าเล็กๆที่กว้างใหญ่ใบนี้ ผมไม่รู้สึกตื่นเต้น ไม่รู้สึกกลัว

แสงแดดสาดส่องเข้ามาผ่านหน้าต่างเครื่องบินเมื่อแอร์โฮสแตสบอกให้ผู้โดยสารเปิดหน้าต่างขึ้นเพื่อเตรียมลงจอด เวลาล่วงเลยผ่านไป 10 ชั่วโมง กับระยะทางกว่า 10,000 กิโลเมตรจากกรุงเทพมหานคร ผมพยายามมองเมืองหลวงของออสเตรียเบื้องล่าง แล้วเครื่องบินก็ลงจอดที่เวียนนาโดยสวัสดิภาพ แต่การเดินทางของผมยังไม่สิ้นสุด ผมกับเพื่อนอีก 9 คน แยกตัวจากเพื่อนกลุ่มใหญ่ที่เดินทางด้วยกันมา เพราะมีที่หมายที่ต่างกัน คนอื่นๆมุ่งหน้าไป เมืองอัมเตอร์ดัม ประเทศเนเธอแลนด์ ส่วนผมและเพื่อน มุ่งหน้าไป เมืองปราก ประเทศสาธารณรัฐเชก รอเครื่องบินอีกกว่า 3 ชั่วโมงก่อนเครื่องบินเล็กที่จะพาผมไปยังไข่มุกแห่งยุโรปตะวันออกจะพร้อมออกเดินทาง

เพียง 1 ชั่วโมงจากเวียนนา เครื่องบินก็ลงจอดที่ปราก พร้อมกับหัวใจที่เต้นแรงขึ้น ผมและเพื่อนเดินออกผ่านประตูขาเข้า ก่อนจะแยกย้ายไปตามทางของตัวเอง ครอบครัวอุปถัมป์ของผมมารออยู่แล้ว การเดินทางอันยาวไกลสิ้นสุดลงพร้อมกับการเริ่มต้นของการพจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต...

การอยู่กับคนที่ไม่คุ้นเคยที่ใช้ภาษาที่ไม่คุ้นเคย ในเมืองที่ไม่คุ้นเคย กับประเทศที่ไม่คุ้นเคย ที่มีวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นเคย และอีกหลายๆอย่างที่ไม่คุ้นเคย เป็นประสบการณ์ที่สร้างความอึดอัดได้มากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต ผมรู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวท่ามกลางคนมากมาย อึดอัดจนอยากร้องไห้ ไม่รู้จะพูดอะไร ไม่รู้จะคุยอะไร ไม่รู้จะสื่อสารกับใคร ไม่รู้จะคิดอะไร สิ่งที่ผมกำลังพบเจออยู่นี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “Culture Shock” และมันก็ shock จริงๆ

ก่อนการเดินทางมีเพื่อน และคนอื่นๆถามว่า

“ประเทศเชกอยู่ไหน?.”

“อ๋อ อยู่ยุโรปกลาง ติดกับ เยอรมัน โปแลนด์ ออสเตรีย แล้วก็ฮังการี”

“แล้วยุโรปกลางอยู่ตรงไหน?”

“ก็อยู่ทางตะวันออกของเยอรมัน”

“แล้วเยอรมันอยู่ไหน?”

“.....”

“แล้วเค้าพูดภาษาอะไรกันล่ะ?”

“ภาษาเชก”

“!!##!! ภาษาเชกเป็นยังไงล่ะ?”

“ก็คล้ายๆภาษารัสเซีย”

“แล้วภาษารัสเซียเป็นยังไงล่ะ?”

“.....”

ผมพบว่าคนส่วนมากยังไม่ค่อยใส่ใจกับภูมิศาสตร์และภาษาศาสตร์เท่าที่ควร นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดความขัดแย้งประหว่างประเทศในปัจจะบัน นี่ยังไม่นับรวมถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรม

เนื่องจากผมเดินทางไปใช้ชีวิตในประเทศแปลกๆประเทศเล็กๆใจกลางยุโรป เชื่อว่าคงมีคนคาดหวังว่าผมจะได้อะไรแปลกๆกลับมาไม่มากก็น้อย

*เนื่องจากเนื้อหาส่วนนี้มีความยาวมาก และรายละเอียดเยอะจึงขอละไว้ในที่นี้*


หนึ่งปีผ่านไป หลังจากกลับมาถึงไทยทำให้ผมมีมุมมองต่างจากเดิมมาก และรู้สึกว่าเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น หลังจากต้องเจอกับเรื่องต่างๆมากมายที่ไม่คิดว่าจะได้เจอตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา

ผมได้อ่านหนังสือหลายเล่มที่ได้เปลี่ยนชีวิตผมไปอย่างสิ้นเชิง หนึ่งในหนังสือหลายเล่มนั้นก็คือ “สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน” โดย วินทร์ เลียววาริณ และหนังสือเล่มอื่นๆของเค้า ทำให้ผมได้มีเวลาคิดถึงสิ่งที่ตัวเองอยากทำจริงๆในอนาคต ว่าผมต้องการอะไรกันแน่

เวลาล่วงเลยมาถึงชั้นสุดท้ายของมัธยมศึกษาตอนปลาย ถึงเวลาที่เพื่อนใหม่เมื่อสามปีก่อน จะกลายเป็นเพื่อนเก่า หลังจากที่จะต้องแยกย้ายไปตามทางเดินของตัวเอง ผมสอบตรงเข้าคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ท่ามกลางเสียงคัดค้านของพ่อ และญาติๆ ด้วยความตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องเป็นนักฟิสิกส์ให้จงได้ และจะทำให้วงการวิทยาศาสตร์ไทยพัฒนาไปมากกว่านี้ หนึ่งปีที่ใช้ชีวิตในศาลายาช่่างมีความสุข ทุกสิ่งทุกอย่างดูจะเป็นไปตามที่คาดหวัง มีกิจกรรม มีเพื่อน มีแฟน มีผลการเรียนที่ดี แต่มีขึ้นก็ย่อมมีลง

เมื่อภาคเรียนแรกของชั้นปีที่สองเริ่มขึ้น ผมรู้สึกเหมือนคนหลงทาง สิ่งที่เคยชอบและทำได้ดีที่สุด กลายเป็นสิ่งที่ชอบแต่ทำไม่ได้ หรือทำได้ไม่ดี ผมเข้าใจดีว่าผลการเรียนเป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้แสดงความสามารถเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น และไม่เคยเชื่อในเรื่องระบบเกรด แต่การตั้งใจทำอะไรที่รักแล้วผลออกมาไม่ดี ทั้งที่ก่อนหน้าเคยทำได้ดีมาก มันก็ทำให้กำลังใจหายไปได้เยอะเหมือนกัน

เข้าสู่ปีสาม เริ่มคิดมากเกี่ยวกับอนาคตอีกครั้ง เริ่มสงสัยในทางเดินที่ตัวเองเลือก และคิดถึงคำเตือนของพ่อ และญาติๆ ทำให้รู้สึกว่าทุกสิ่งที่อย่างมันเป็นความผิดพลาด แต่ในเมื่อมันกลับไปแก้อะไรไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำก็คือการเลือกทางเดินในปัจจุบันและอนาคต ปัจจุบัน รู้สึกสับสน ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน และคิดไม่ออก บางครั้งก็รู้สึกเศร้าโดยไม่มีเหตุผล เหมือนกับว่าความสุขที่เคยมีมันหายไป หัวเราะครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ก็จำไม่ได้ เพื่อนก็เริ่มลดน้อยลง รู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียว เพียงแต่ครั้งนี้ผมอยู่กับคน ภาษาและสถานที่ที่รู้จัก และคุ้นเคยดี


เช้าวันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ผมรู้สึกว่า การค้นหาจุดหมายเป็นสิ่งที่ยากกว่าการเดินตามจุดหมายมาก เพราะอย่างน้อยเมื่อรู้ทิศเราก็ไม่หลงทาง

ไม่รู้ว่าหนทางในอนาคตจะเป็นอย่างไรก็ที่ทำได้ก็คงต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุดจนกว่าจะหาจุดหมายของตัวเองเจอ

2 comments:

Halley said...

เร็วๆ นี้ พี่ยังคุยๆ กับเพื่อนที่เรียนด้วยกันอยู่เลยว่า กรุงปราก มันอยู่ประเทศไหน เดาว่าเบลเยี่ยมมั่งล่ะ เยอรมันบ้างล่ะ
ขอบคุณที่มาเฉลย :D

ภาษาสวยมากอะ อ่านแล้วเพลินไปเลย

มาเดินทางในคลาสนี้ด้วยกันเนาะ :)

ป.ล. พี่ก็ชอบอ่านงานคุณวินทร์เหมือนกัน และ ใบ้ให้ มีพี่คนนึงในนี้เคยอ่าน "สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน" และมานำเสนอใน NREM07 ด้วยล่ะ ;)

Naluttaporn said...

ชอบสไตล์การเขียนของโบ๊ทนะ เราอ่านแล้วเพลินเลย
กำลังงุ่นกับงานแต่ก้อเปิดบล็อกค้างไว้ เลยคลิกมาอ่านโบ๊ทแนะนำตัวเล่น
ก็เพลินๆดี ชอบที่โบ๊ทมีประสบการณ์แปลกใหม่เยอะดี
มีเรื่องมาเล่าให้เราได้รู้จักมากขึ้น =)

เห็นด้วยกับเรื่องภาษาศาสตร์ เพราะภาษาเป็นสิ่งที่สวยงามมากๆ หลังจากที่ได้มีโอกาสสัมผัสกับอีกภาษาที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ;)